การบันทึกบัญชีเงินลงทุนชั่วคราว

หลักการบันทึกบัญชีเงินลงทุนชั่วคราว

การซื้อเงินลงทุนชั่วคราว ตราสารหนี้หรือตราสารทุนที่อยู่ในความต้องการของตลาด จัดเป็นประเภทหลักทรัพย์เพื่อค้าหรือเผื่อขาย ส่วนตราสารทุนที่ไม่อยู่ในความต้องการของตลาด ถือเป็นเงินลงทุนทั่วไป โดยมีการบันทึกบัญชีตามต้นทุนเงินลงทุนดังนี้

หลักการบันทึกบัญชีเมื่อซื้อเงินลงทุนชั่วคราวนี้
เดบิต หลักทรัพย์เพื่อค้า /หลักทรัพย์เผื่อขาย/เงินลงทุนทั่วไป xxx

เครดิต เงินสด xxx

ตัวอย่างการบันทึกรายการซื้อเงินลงทุนชั่วคราว (หลักทรัพย์เพื่อค้า)
ตัวอย่าง 1 ต่อไปนี้เป็นรายการเกี่ยวกับเงินลงทุนชั่วคราวของบริษัทเงินทุนไทย

25×1 มี.ค.1 ซื้อเงินลงทุนชั่วคราวของบริษัทหลักทรัพย์ไทยจำนวน 5,000 หุ้นราคาหุ้นละ 100 บาทโดยตั้งใจที่จะถือไว้เพื่อค้า

ห้ทำ บันทึกบัญชีในสมุดรายวันทั่วไป

ตัวอย่างการบันทึกรายการซื้อเงินลงทุนชั่วคราว (หลักทรัพย์เผื่อขาย)
ตัวอย่างที่ 2 ต่อไปนี้เป็นรายการเกี่ยวกับเงินลงทุนชั่วคราวของบริษัทไทยทุน

25×1 ต.ค. 1 ซื้อเงินลงทุนของบริษัททรัพย์จำกัด 4,000 หุ้นราคาหุ้นละ 100 บาทโดยตั้งใจจะถือไว้เผื่อขาย

ให้ทำ บันทึกรายการในสมุดรายวันทั่วไป

ผลตอบแทนจากการลงทุนในเงินลงทุนชั่วคราว แต่ละประเภทเช่น
1.ประเภทหลักทรัพย์เพื่อค้าและหลักทรัพย์เผื่อขาย กรณีเป็นตราสารหนี้ ผลตอบแทนคือดอกเบี้ยรับ
2.ประเภทหลักทรัพย์เพื่อค้าและหลักทรัพย์เผื่อขาย กรณีเป็นตราสารทุน ผลตอบแทนคือเงินปันผล
3.ประเภทตราสารหนี้ที่จะถือจนครบกำหนดซึ่งจะครบกำหนดภายใน 1 ปี ผลตอบแทนคือดอกเบี้ยรับ

การบันทึกบัญชีผลตอบแทนของเงินลงทุนชั่วคราวแต่ละประเภทมี ดังนี้
เดบิต เงินสด / บัญชีอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง xxx

เครดิต ดอกเบี้ยรับ/รายได้เงินปันผล xxx

ตัวอย่างการบันทึกรายการผลตอบแทนจากการลงทุน
ตัวอย่างที่ 3 ต่อไปนี้เป็นรายการเกี่ยวกับเงินลงทุนชั่วคราวของบริษัทไทยสิน

25×1 ต.ค. 1 ซื้อเงินลงทุนในหุ้นสามัญของบริษัทโชครุ่งทวี 4,000 หุ้นราคาหุ้นละ 100 บาทโดยตั้งใจจะถือไว้เพื่อค้าซึ่ง เป็นตราสารทุน ธ.ค. 31 กิจการได้รับเงินปันผลในอัตราหุ้นละ 5 บาท

ให้ทำ บันทึกรายการในสมุดรายวันทั่วไป

การปรับปรุงบัญชีเงินลงทุนชั่วคราวในวันสิ้นงวด
หลักทรัพย์เพื่อค้าและหลักทรัพย์เผื่อขายแสดงด้วยมูลค่ายุติธรรมในวันสิ้นงวด
1.หลักทรัพย์เพื่อค้า กิจการจะบันทึกการเปลี่ยนแปลงมูลค่าซึ่งเป็นผลต่างระหว่างราคาตามบัญชีของเงินลงทุนกับมูลค่ายุติธรรมของเงินลงทุน เป็นรายการกำไรหรือขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นซึ่งรับรู้รายได้หรือค่าใช้จ่ายในงบกำไรขาดทุน ทันทีในงวดนั้น

กรณีมูลค่ายุติธรรมสูงกว่าราคาตามบัญชีจะบันทึกโดย
เดบิต หลักทรัพย์เพื่อค้า xxx

เครดิต รายการกำไรที่ยังไม่เกิดขึ้น(งบกำไรขาดทุน) xxx

หรือ
เดบิต ค่าเผื่อการปรับปรุงมูลค่าเงินลงทุน xxx

เครดิต รายการกำไรที่ยังไม่เกิดขึ้น(งบกำไรขาดทุน) xxx

กรณีมูลค่ายุติธรรมต่ำกว่าราคาตามบัญชี
เดบิต รายการขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้น(งบกำไรขาดทุน) xxx

เครดิต หลักทรัพย์เพื่อค้า xxx

หรือ
เดบิต รายการขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้น(งบกำไรขาดทุน) xxx

เครดิต ค่าเผื่อการปรับปรุงมูลค่าเงินลงทุน xxx

2.หลักทรัพย์เผื่อขาย กิจการจะบันทึกการเปลี่ยนแปลงมูลค่าซึ่งผลต่างระหว่างราคาตามบัญชีกับมูลค่ายุติธรรมของเงินลงทุนเป็นรายการกำไรหรือขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้น ซึ่งถือเป็นรายการแยกต่างหากในส่วนของเจ้าของ

กรณีมูลค่ายุติธรรมสูงกว่าราคาตามบัญชีจะบันทึกโดย
เดบิต หลักทรัพย์เผื่อขาย xxx

เครดิต รายการกำไรที่ยังไม่เกิดขึ้น(ส่วนของผู้ถือหุ้น) xxx

หรือ
เดบิต หลักทรัพย์เผื่อขาย xxx

เครดิต รายการกำไรที่ยังไม่เกิดขึ้น(ส่วนของผู้ถือหุ้น) xxx

กรณีมูลค่ายุติธรรมต่ำกว่าราคาตามบัญชี
เดบิต รายการขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้น(ส่วนของผู้ถือหุ้น) xxx

เครดิต หลักทรัพย์เผื่อขาย xxx

3.เงินลงทุนทั่วไปแสดงด้วยราคาทุน ดังนั้นกิจการไม่มีการบันทึกการเปลี่ยนแปลงมูลค่าของเงินลงทุนทั่วไป เป็นมูลค่ายุติธรรม
ตัวอย่างการบันทึกการวัดมูลค่าในวันสิ้นงวด ยกตัวอย่างเพียงหลักทรัพย์เพื่อค้า
ตัวอย่างที่ 4. ต่อไปนี้เป็นข้อมูลของบริษัทสุขสันต์จำกัด

25×1 ต.ค 1 ซื้อหุ้นบริษัทสุกใส140,000 บาท โดยตั้งใจถือไว้เพื่อค้า ธ.ค.31 มูลค่ายุติธรรมมีจำนวน 120,000 บาท

ให้ทำ บันทึกรายการในสมุดรายวันทั่วไป

การบันทึกรายการการโอนเปลี่ยนประเภทของเงินลงทุน หลักการบันทึกบัญชีเกี่ยวกับ
การโอนเปลี่ยนเงินลงทุนในตราสารทุนในความต้องการของตลาดมีหลายวิธีดังต่อไปนี้
1.การบันทึกบัญชีการโอนเปลี่ยนหลักทรัพย์เพื่อค้าเป็นหลักทรัพย์เผื่อขาย

วิธีปฏิบัติทางบัญชี ณ วันที่โอน บันทึกบัญชีด้วยมูลค่ายุติธรรมและบันทึกรับรู้ผลต่าง ระหว่างราคาตามบัญชีกับมูลค่ายุติธรรม หลักการบันทึกบัญชี มีดังนี้
เดบิต หลักทรัพย์เผื่อขาย xxx

เครดิต หลักทรัพย์เพื่อค้า xxx
รายการกำไรที่ยังไม่เกิดขึ้น (งบกำไรขาดทุน) xxx

ตัวอย่างที่ 5 ต่อไปนี้เป็นข้อมูลของบริษัทส่งเสริมจำกัด

25×1 พ.ย. 1 ซื้อหุ้นบริษัทเสริมสุข 250,000 บาทโดยตั้งใจถือไว้เพื่อค้า ธ.ค. 31 มูลค่ายุติธรรม 240,000 บาท

25×2 เม.ย. 1 โอนเปลี่ยนหลักทรัพย์ที่ถือไว้เพื่อค้าเป็นหลักทรัพย์เผื่อขาย ซึ่งมีราคาตลาด 260,000 บาท

ให้ทำ บันทึกรายการในสมุดรายวันทั่วไป

2. การบันทึกบัญชีการโอนเปลี่ยนหลักทรัพย์เผื่อขายเป็นหลักทรัพย์เพื่อค้า

วิธีปฏิบัติทางบัญชี ณ วันที่โอน บันทึกบัญชีด้วยมูลค่ายุติธรรมและบันทึกรับรู้ผลต่าง ระหว่างราคาตามบัญชีกับมูลค่ายุติธรรมพร้อมทั้งโอนกลับบัญชีที่เกี่ยวข้องกับเงินลงทุนที่โอนเปลี่ยนในงบกำไรขาดทุน

หลักการบันทึกบัญชี มีดังนี้
เดบิต หลักทรัพย์เพื่อค้า xxx
รายการขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้น(ส่วนของผู้ถือหุ้น) xxx

เครดิต หลักทรัพย์เผื่อขาย xxx
รายการกำไรยังไม่เกิดขึ้น(งบกำไรขาดทุน) xxx

การโอนเปลี่ยนเงินลงทุนไปเป็นหลักทรัพย์เพื่อค้า กิจการต้องใช้มูลค่ายุติธรรม ณ วันที่โอนในการบันทึกบัญชีและรับรู้ผลต่างระหว่างราคาตามบัญชีและราคายุติธรรม ณ วันนั้น พร้อมทั้งกลับบัญชีทุกบัญชีที่เกี่ยวข้องกับเงินลงทุนที่โอนเปลี่ยนในงบกำไรขาดทุนทันที

ตัวอย่างที่ 6 ต่อไปนี้เป็นข้อมูลของบริษัทสุขสันต์จำกัด

25×1 ต.ค 1 ซื้อหุ้นบริษัทสุกใส 140,000 บาทโดยตั้งใจถือ ไว้เผื่อขาย ธ.ค.31 มูลค่ายุติธรรมมีจำนวน 120,000 บาท

25×2 พ.ค. 1 ได้เปลี่ยนจากหลักทรัพย์เผื่อขายเป็นหลักทรัพย์เพื่อค้าและในวันนั้นราคาหลักทรัพย์เพื่อค้ามีมูลค่า130,000 บาท

ให้ทำ บันทึกรายการในสมุดรายวันทั่วไป

การจำหน่ายเงินลงทุน
ในการจำหน่ายเงินลงทุนชั่วคราวกิจการต้องบันทึกผลต่างระหว่างสิ่งตอบแทนสุทธิที่ได้รับกับราคาตามบัญชีของเงินลงทุน เป็นรายได้หรือค่าใช้จ่ายทันทีที่เกิดและ กิจการต้องบันทึกบัญชีทุกบัญชีที่เกี่ยวข้องกับเงินลงทุนที่จำหน่าย และหากมีการจำหน่ายเพียงบางส่วนราคาตามบัญชีต่อหน่วยที่ใช้ต้องคำนวณโดยวิธีถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก
1.การบันทึกบัญชีการจำหน่ายเงินลงทุนทั้งหมด
ตัวอย่างที่ 1 ต่อไปนี้เป็นข้อมูลระหว่างปีของบริษัทสุขใจมีรายการซื้อขาย

ให้ทำ บันทึกรายการในสมุดรายวันทั่วไป

2.การบันทึกบัญชีการจำหน่ายหลักทรัพย์เพียงบางส่วน

ตัวอย่างที่ 2 ต่อไปนี้เป็นข้อมูลระหว่างปีของบริษัทเสริมกิจมีรายการซื้อขายหลักทรัพย์ซึ่ง เป็นบริษัทอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ

Advertisements

คลิ๊กเพื่อเปิดหน้าแบบฝึกหัด

คลิ๊กเพื่อดูแบบฝึกหีดจ๊ะ

แบบฝึกหัดเป็น PDF ให้นักเรียนดาวน์โหลดไปพิมพ์ได้เลยนะจ๊ะ

การนับวันครบกำหนดชำระเงินตามตั๋ว

วันที่ครบกำหนดชำระของตั๋วเงิน (Maturity Date Of a Note) วันที่ครบกำหนดชำระเงินของตั๋วเงิน คือวันที่ระบุให้ผู้ถือตั๋วเงินนำตั๋วไปแสดงเพื่อระชำระเงิน ซึ่งวันที่ครบกำหนดชำระของตั๋วเงินสามารถระบุได้ 2 ประการ ดังนี้

วันใดวันหนึ่งที่ระบุไว้อย่างแน่นอน ซึ่งเป็นการระบุวัน เดือน ปี ไว้อย่างชัดเจน เช่นวันที่ตั๋วครบกำหนด คือ วันที่ 1 มิถุนายน 25×1 เป็นต้น

วันที่กำหนดเป็นระยะเวลา การนับวันครบกำหนดชำระเงินตามาตั๋วเงินสามารถระบุระยะเวลาเป็นปี เป็นเดือนและเป็นวันก็ได้ ซึ่งสามารถนับหาวันครบกำหนดในแต่ละกรณีดังนี้

  • กำหนดระยะเวลาเป็นปี วันครบกำหนดจะเป็นวันที่ตรงกับวันที่ในตั๋วเงินแต่ปีที่ครบกำหนดจะนับจำนวนปีตั้งแต่ปีถัดไป คือ หากตั๋วเงินระบุวันที่ 1 มกราคม 25×1 ตั๋วเงินมีอายุ 1ปี วันครบกำหนดคือ 1 มกราคม 25×2 เป็นต้น
  • กำหนดระยะเวลาเป็นเดือน วันครบกำหนดจะเป็นวันที่ตรงกับวันที่ในตั๋วเงิน แต่เดือนจะเปลี่ยนไปคือจะนับเดือนตั้งแต่เดือนถัดไปเพื่อให้ทราบเดือนที่จะครบกำหนด คือถ้าออกตั๋วเงินวันที่ 1 มกราคม 25×1 กำหนด 3 เดือน วันครบกำหนดคือวันที่ 1 เมษายน 25×1 หรือ ตั๋วเงินลงวันที่ 31 มีนาคม 25×1 กำหนด 3 เดือน วันครบกำหนดคือวันที่ 30 มิถุนายน 25×1 เป็นต้น
  • กำหนดระยะเวลาเป็นวัน การนับวันครบกำหนดคือ ไม่นับวันที่ออกตั๋ว แต่นับวันที่ตั๋วครบกำหนด ตัวอย่างเช่น ตั๋วเงินระบุวันที่ 11 มีนาคม 25×1 ตั๋วมีอายุ 60 วันวันครบกำหนดกระทำได้ดังนี้

เดือนมีนาคมมีจำนวน 31
หักวันที่ออกตั๋ว 11
จำนวนวันในเดือนมีนาคม 20 วัน
จำนวนวันในเดือนเมษายน 30 วัน
จำนวนวันในเดือนพฤษภาคม 10 วัน
รวมจำนวนวันทั้งหมด 60 วัน
ดังนั้นวันครบกำหนดคือวันที่ 10 พฤษภาคม 25×1

การบัญชีเกี่ยวกับหนี้สูญได้รับคืน

คำว่า หนี้สูญได้รับคืน ตามที่กำหนดในมาตรฐานการบัญชีฉบับที่ 11 โดยสมาคมนักบัญชีและผู้สอบบัญชีรับอนุญาตแห่งประเทศไทย มิถุนายน 2546 กล่าวว่าในบางรอบระยะเวลาบัญชี กิจการอาจได้รับชำระหนี้จากลูกหนี้ที่ได้จำหน่ายเป็นหนี้สูญไปแล้ว วิธีการบัญชีอาจกระทำได้โดยถือเอาเงินที่ได้รับเป็นรายได้อื่น หรือนำไปเพิ่มบัญชีค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญหรือ ถ้าหากลูกหนี้ที่จำหน่ายเป็นสูญแล้วชำระหนี้ให้กิจการ การลงบัญชีกลับรายการเดิมโดยการตั้งบัญชีลูกหนี้รายนั้นขึ้นใหม่และเพิ่มบัญชีค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญด้วยจำนวนเดียวกันโดยถือเสมือนหนึ่งว่า ไม่เคยจำหน่ายลูกหนี้นั้นเป็นสูญมาก่อนและลงรายการชำระเงินที่ได้รับนั้นเป็นการชำระหนี้ตามปกติ โดยมีการบันทึกบัญชีดังต่อไปนี้

1.กรณีการตัดจำหน่ายหนี้สูญเป็นไปตามกฎหมายภาษีอากร

กิจการบันทึกการตั้งบัญชีลูกหนี้ขึ้นใหม่ โดยบันทึก
เดบิต ลูกหนี้ xxx
เครดิต หนี้สูญได้รับคืน xxx

กิจการบันทึกการรับชำระหนี้ โดยบันทึก
เดบิต เงินสด xxx
เครดิต ลูกหนี้ xxx

วิธีนี้บัญชีหนี้สูญได้รับคืนเป็นรายได้ นำไปแสดงในงบกำไรขาดทุนในหัวข้อรายได้อื่น

2.กรณีการตัดจำหน่ายหนี้สูญมิได้เป็นไปตามกฎหมายภาษีอากร

กิจการบันทึกกลับรายการที่บันทึกตอนตัดจำหน่ายบัญชีลูกหนี้คือ
เดบิต ลูกหนี้ xxx
เครดิต ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ xxx

บันทึกการรับชำระหนี้โดย

เดบิต เงินสด xxx
เครดิต ลูกหนี้ xxx

การประมาณหนี้สงสัยจะสูญและการตัดจำหน่ายหนี้สูญ

การประมาณหนี้สงสัยจะสูญมีวิธีการปฏิบัติดังนี้

1. การประมาณหนี้สงสัยจะสูญ มาตรฐานการบัญชีฉบับที่ 11 กำหนดว่ากิจการควรใช้วิธีการประมาณหนี้สงสัยจะสูญที่เหมาะสมกับลักษณะลูกหนี้ของกิจการ ซึ่งวิธีการประมาณหนี้สงสัยจะสูญที่นิยมใช้มีดังต่อไปนี้

  • คำนวณเป็นร้อยละของยอดขาย (Percentage Of Sales) วิธีนี้กิจการต้องวิเคราะห์จากประสบการณ์ที่ผ่านมาเกี่ยวกับลูกหนี้ที่เก็บไม่ได้เทียบเป็นอัตราส่วนกับยอดขาย ยอดขายแบ่งออกเป็นยอดขายรวม และยอดขายเชื่อแล้วแต่กิจการจะใช้ยอดขายลักษณะใดขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของกิจการ
  • คำนวณเป็นร้อยละของยอดลูกหนี้ (Percentage Of Outstanding Receivable) วิธีนี้เป็นวิธีที่ให้ความสำคัญต่อความถูกต้องของมูลค่าลูกหนี้ในงบดุลเป็นหลักมากกว่าจะคำนึงถึงการเปรียบเทียบรายได้และค่าใช้จ่ายเช่นวิธีคำนวณจากยอดขาย วิธีนี้กิจการต้องวิเคราะห์จากประสบการณ์ที่ผ่านมา เพื่อประมาณอัตราร้อยละของยอดลูกหนี้ที่คาดว่าจะเก็บไม่ได้ต่อยอดลูกหนี้ที่ค้าง ณ วันสิ้นงวด วิธีนี้สามารถทำได้ 2 วิธีเช่น
    วิธีที่ 1 คำนวณเป็นร้อยละของยอดลูกหนี้สำหรับลูกหนี้ทั้งหมดคงที่
    วิธีที่ 2 คำนวณโดยเป็นจัดกลุ่มลูกหนี้จำแนกตามอายุของหนี้ค้างชำระ หากค้างชำระนานจะมีโอกาสหนี้สงสัยจะสูญสูงกว่า วิธีนี้จะยุ่งยากสำหรับกรณีที่กิจการมีลูกหนี้จำนวนมากรายดังนั้นจึงคำนวณอัตราร้อยละสูงกว่ายอดลูกหนี้ที่เริ่มค้างชำระเกินกำหนด ลูกหนี้ค้างชำระนานมีโอกาสไม่ชำระหนี้มากกว่าลูกหนี้ที่เริ่มเกิดไม่ว่าจะเป็นการประมาณหนี้สงสัยจะสูญวิธีใด กิจการควรทบทวนอัตราร้อยละที่ใช้เพื่อให้การประมาณในจำนวนที่ใกล้เคียงความเป็นจริงให้มากที่สุด

ตัวอย่าง การประมาณหนี้สงสัยจะสูญโดยคำนวณเป็นร้อยละของยอดขาย
สมมติ กิจการมีประสบการณ์จากลูกหนี้ที่เรียกเก็บไม่ได้เฉลี่ยแล้วประมาณ 2 % ของยอดขายเชื่อ หากในปี 25×1 กิจการมียอดขายเชื่อ 50,000 บาทการบันทึกรายการปรับปรุงเกี่ยวกับหนี้ที่คาดว่าจะเก็บไม่ได้ ณ วันสิ้นปี 25×1 จะเป็นดังนี้

เดบิต หนี้สงสัยจะสูญ 1,000
เครดิต ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ 1,000
(คำนวณ 50,000 × 2 % = 1,000 บาท )

ข้อสังเกต วิธีนี้ไม่ว่าจะใช้ยอดขายรวมหรือขายเชื่อก็ตามจะไม่คำนึงถึงยอดคงเหลือที่มีอยู่ก่อนการบันทึกรายการปรับปรุงเมื่อสิ้นปี

ตัวอย่าง การประมาณหนี้สงสัยจะสูญโดยคำนวณเป็นร้อยละของยอดลูกหนี้
สมมติ กิจการมียอดค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญยกมา จำนวน 900 บาทระหว่างปีกิจการขายสินค้าเป็นเงินเชื่อ จำนวน 100,000 บาท กิจการคาดว่าจะมีหนี้ที่เรียกเก็บไม่ได้ 2%ของยอดลูกหนี้ดังนั้นจะบันทึกบัญชี ณ วันสิ้นปีกิจการจะปรับปรุงบัญชีดังนี้

เดบิต หนี้สงสัยจะสูญ 1,100
เครดิต ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ 1,100
(คำนวณ 100,000 × 2 % = 2,000 – 900 = 1,100 บาท)

วิธีนี้จะต้องนำมาเปรียบเทียบกับจำนวนค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญก่อนปรับปรุงหากจำนวนที่คำนวณได้มากกว่าจะต้องเพิ่มจำนวนค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ แต่หากน้อยกว่าจะต้องตัดทิ้งเนื่องจากบัญชีค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญมีเกินความต้องการ

จากตัวอย่างเดิม หากกิจการมียอดค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญยกมาจำนวน 2,500 บาท กิจการจะปรับปรุงดังนี้

เดบิต ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ 500
เครดิต หนี้สงสัยจะสูญ 500
(คำนวณ 100,000 × 2 % = 2,000 – 2,500 = – 500) บาทยอดติดลบจะลดยอดบัญชีค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ

เดบิต หนี้สงสัยจะสูญ 8,500
เครดิต ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ 8,500

เดบิต ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ 500
เครดิต หนี้สงสัยจะสูญ 500
(คำนวณ 100,000 × 2 % = 2,000 – 2,500 = – 500) บาท

การประมาณหนี้สงสัยจะสูญชนิดนี้จะพิจารณาลูกหนี้แต่ละราย และเป็นวิธีที่เน้นการแสดงลูกหนี้ในมูลค่าที่คาดว่าจะได้รับวิธีนี้จะทำให้ยอดลูกหนี้ที่คาดว่าจะได้รับถูกต้อง เพราะนำลูกหนี้มาพิจารณา อย่างไรก็ตามวิธีนี้จะทำได้ยากเพราะถ้ากิจการมีลูกหนี้จำนวนมาก
สรุป บัญชีหนี้สงสัยจะสูญที่แสดงเป็นยอดด้าน เครดิตตามมาตรฐานการบัญชีที่ 11 ให้นำรายการหนี้สงสัยจะสูญนี้ แสดงเป็นรายการหักภายใต้หัวข้อค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานในงบกำไรขาดทุน

2.การตัดจำหน่ายหนี้สูญ มีวิธีการปฏิบัติดังต่อไปนี้

  • เมื่อมีการทวงถามหนี้จนถึงที่สุด และกิจการได้ดำเนินการตามเงื่อนไขที่กำหนดในกฎหมายภาษีอากรแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้รับชำระหนี้และหนี้สูญนั้นเข้าเกณฑ์ที่จะถือเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิตามกฎหมายภาษี มาตรฐานการบัญชีฉบับที่ 11 ได้กำหนดให้กิจการตัดจำหน่ายบัญชีลูกหนี้เป็นหนี้สูญและให้ลดจำนวนค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ การบันทึกบัญชีจะเป็นดังนี้

    เดบิต หนี้สูญ xxx
    เครดิต ลูกหนี้ xxx
    (บันทึกการตัดยอดลูกหนี้เป็นหนี้สูญ)

    เดบิต ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ xxx
    เครดิต หนี้สงสัยจะสูญ xxx
    (บันทึกการลดยอดค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญเท่ากับยอดที่ตัดเป็นหนี้สูญ)

    ข้อสังเกต เดบิตบัญชีหนี้สูญและเครดิตบัญชีหนี้สงสัยจะสูญเป็นยอดที่เท่ากันจึงไม่กระทบรายการค่าใช้จ่ายของงวดที่ตัดจำหน่ายเป็นหนี้สูญและไม่ได้ทำให้มูลค่าตามบัญชีของลูกหนี้เปลี่ยนไป

  • รณีที่คาดหมายได้ค่อนข้างแน่นอนว่าจะไม่ได้รับชำระหนี้ แต่ยังตัดเป็นหนี้สูญตามกฎหมายภาษีอากรไม่ได้ มาตรฐานการบัญชีฉบับที่ 11 ระบุว่ากรณีนี้กิจการอาจตัดจำหน่ายลูกหนี้เป็นหนี้สูญทางบัญชีได้โดยบันทึกดังนี้

    เดบิต ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ xxx
    เครดิต ลูกหนี้ xxx

การบัญชีเกี่ยวกับลูกหนี้ที่เก็บเงินไม่ได้

1.การบันทึกบัญชีเกี่ยวกับลูกหนี้ที่เก็บเงินไม่ได้ การบันทึกบัญชีจะใช้มูลค่าของหนี้ที่ค้างชำระเมื่อถึงกำหนด ซึ่งอาจจะมีลูกหนี้บางรายไม่ชำระหนี้ กรณีเช่นนี้ทำให้มูลค่าของลูกหนี้ที่แสดงในงบดุลไม่ตรงกับความเป็นจริงลูกหนี้ที่เก็บไม่ได้ควรเป็นค่าใช้จ่ายที่ทำให้รายได้ของกิจการลดลงมีผลกระทบต่อส่วนของเจ้าของ ขณะเดียวกันยอดที่แสดงในงบดุลควรจะลดยอดลงด้วยจำนวนดังกล่าวด้วยการบันทึกบัญชีลูกหนี้ที่เก็บไม่ได้มีวิธีปฏิบัติ 2 วิธีคือ

  • วิธีตัดจำหน่ายโดยตรง (Direct Write- Off Method)
    วิธีนี้จะไม่มีการประมาณค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับลูกหนี้ที่เก็บไม่ได้ในปีที่มีการขายแต่จะบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายในปีที่เรียกเก็บไม่ได้จริง โดยบันทึกบัญชีดังนี้
    เดบิต หนี้สูญ xxx
    เครดิต ลูกหนี้ xxx
    กิจการจะบันทึกบัญชีเป็นหนี้สูญซึ่งเป็นค่าใช้จ่าย คำว่าหนี้สูญมีความหมายดังต่อไปนี้หนี้สูญ (Bad Debt) หมายถึง ลูกหนี้ที่ได้ติดตามทวงถามจนถึงที่สุดแล้ว แต่ไม่ได้รับชำระหนี้ และได้ตัดจำหน่ายออกจากบัญชี บัญชีหนี้สูญเป็นบัญชีประเภทค่าใช้จ่ายนำไปแสดงในงบกำไรขาดทุนภายใต้หัวข้อค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน
    วิธีนี้เป็นวิธีตัดจ่ายโดยตรงเป็นวิธีที่สะดวกในทางปฏิบัติแต่ไม่สอดคล้องกับหลักการบัญชีที่รับรองโดยทั่วไปในเรื่องเปรียบเทียบรายได้กับค่าใช้จ่ายที่ก่อให้เกิดรายได้ในรอบระยะเวลาในบัญชีเดียวกันและมูลค่าลูกหนี้ที่แสดงในงบดุลไม่ได้แสดงมูลค่าของลูกหนี้ที่คาดว่าจะเก็บเงินได้ วิธีนี้จึงเป็นวิธีที่ไม่เหมาะสมแต่อาจใช้ในกรณีที่จำนวนเงินเรียกเก็บไม่ได้นั้นมีจำนวนน้อยหรือไม่มีนัยสำคัญ
  • วิธีตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ (Allowance Method) วิธีนี้มีแนวคิดว่าค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับหนี้ที่เก็บไม่ได้ควรบันทึกในรอบระยะเวลาบัญชีเดียวกับที่มีรายได้จากการขาย และเพื่อให้สอดคล้องกับหลักการจับคู่รายได้กับค่าใช้จ่ายเพื่อให้มูลค่าของลูกหนี้ปรากฏในงบดุลแสดงมูลค่าที่ใกล้เคียงกับมูลค่าที่คาดว่าจะเรียกเก็บเงินได้ วิธีนี้ในวันสิ้นงวดจะมีการประมาณจำนวนลูกหนี้ที่คาดว่าจะเก็บเงินไม่ได้แล้วบันทึกรายการปรับปรุงเพื่อรับรู้เป็นค่าใช้จ่าย โดยบันทึกบัญชีดังนี้
    เดบิต หนี้สงสัยจะสูญ xxx
    เครดิต ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ xxx
    คำว่า หนี้สงสัยจะสูญและค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ ตามที่กำหนดในมาตรฐานการบัญชีฉบับที่ 11 โดยสมาคมนักบัญชีและผู้สอบบัญชีรับอนุญาตแห่งประเทศไทย มิถุนายน 2546 มีความหมายดังนี้

    • หนี้สงสัยจะสูญ (Doubtful Accounts) หมายถึง ลูกหนี้ที่คาดว่าเรียกเก็บ
      ไม่ได้และถือว่าเป็นค่าใช้จ่ายของรอบระยะเวลาบัญชีนั้น
    • ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ (Allowance for Doubtful Accounts) หมายถึงจำนวนเงินที่กันไว้สำหรับลูกค้าที่คาดว่าจะเรียกเก็บไม่ได้ถือเป็นบัญชีปรับมูลค่า (Valuation Account)ที่ตั้งขึ้นเพื่อ แสดงเป็นรายการหักจากบัญชีลูกหนี้ ในงบการเงิน เพื่อให้คงเหลือเป็นมูลค่าสุทธิของลูกหนี้ที่คาดหมายว่าจะเก็บได้
    • บัญชีหนี้สงสัยจะสูญเป็นบัญชีประเภทค่าใช้จ่ายนำไปแสดงในงบกำไรขาดทุนภายใต้หัวข้อค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานส่วนบัญชีค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญเป็นบัญชีปรับมูลค่านำไปหักออกจากบัญชีลูกหนี้ในงบดุล วิธีนี้ต้องมีการมีการประมาณหนี้สงสัยจะสูญและอาจมีการตัดจำหน่ายหนี้สูญในภายหลัง

การกำหนดมูลค่าลูกหนี้และการบันทึกบัญชีลูกหนี้

1.การกำหนดมูลค่าลูกหนี้ เมื่อกิจการขายสินค้าและบริการควรจะรับรู้รายการและบันทึกบัญชีลูกหนี้ ณ วันใดด้วยจำนวนเงินเท่าใดขึ้นอยู่กับกำหนดเวลาที่ส่งมอบสินค้าหรือบริการและมูลค่าที่จะเกิดกับลูกค้าดูได้จากเอกสารคือใบกำกับสินค้า ในการกำหนดมูลค่าลูกหนี้ที่จะบันทึกควรพิจารณาถึงส่วนลด (Discounts) ซึ่งแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทคือ

  • ส่วนลดการค้า (Trade Discounts) คือ ส่วนลดที่ลดทันที ณ ที่ตกลงซื้อขายสินค้า กิจการจะให้ส่วนลดการค้านี้เพื่อจูงใจให้ลูกค้าซื้อสินค้าในปริมาณที่มาก โดยใช้กลยุทธ์ในด้านส่วนลดการค้า และจะกำหนดไว้เป็นอัตราร้อยละของราคาขาย เป็นอัตราเดียวหรือหลายอัตราก็ได้ เมื่อตกลงซื้อขายกันโดยให้ส่วนลดการค้ากับลูกค้า กิจการจะส่งใบแจ้งหนี้ไปให้ลูกค้าอีกครั้งหนึ่งด้วยจำนวนสุทธิหลังจากหักส่วนลดการค้าแล้ว
  • ส่วนลดเงินสด (Cash Discounts หรือ Sales Discounts) คือ ส่วนลดที่ให้แก่ลูกค้าเมื่อลูกค้านำเงินมาชำระภายในเวลาที่กำหนดไว้ตามเงื่อนไขเช่น 2/10, n/30 หมายความว่าจะให้ส่วนลด 2 % ถ้าชำระเงินภายใน 10 วันจากระยะเวลาที่ให้เครดิต 30 วันการค้าแล้ว

2.การบันทึกบัญชี

  • การบันทึกบัญชีกรณีได้รับส่วนลดการค้า จะบันทึกราคาลูกหนี้หักส่วนลดทันทีดังตัวอย่างต่อไปนี้
    ตัวอย่าง สมมติว่ากิจการขายสินค้าเชื่อให้ลูกหนี้จำนวน 10,000 บาท ให้ส่วนลด 2 %

เดบิต ลูกหนี้ 9,800
เครดิต ขาย 9,800

  • การบันทึกบัญชีกรณีได้รับส่วนลดเงินสด การบันทึกบัญชีกระทำได้ 2 วิธีคือ
    วิธีที่ 1 วิธี Gross Method เป็นวิธีที่บันทึกรายการขายเชื่อด้วยราคาเต็มของสินค้าที่ตกลงซื้อขายกัน เมื่อมีการชำระเงินโดยลูกหนี้ได้รับส่วนลดเงินสดจึงจะมีการบันทึกส่วนลดเงินสด ซึ่งในด้านผู้ขายจะเรียกว่า ส่วนลดจ่ายและนำไปหักจากยอดขายเพื่อให้ได้ยอดขายสุทธิในงบกำไรขาดทุน
    วิธีที่ 2 วิธี Net Method เป็นวิธีที่คิดว่าส่วนลดเงินสดมิใช่ส่วนลดอย่างแท้จริง แต่ใช้ราคาเป็นตัวกำหนดเพื่อเร่งรัดให้มีการชำระเงินเร็วขึ้นโดยปกติการกำหนดราคาสินค้านั้นอาจมีการกำหนดราคาขายสูงขึ้นกว่าราคาเงินสดเล็กน้อยและราคาสูงดังกล่าวก็จะถูกชดเชยส่วนลดดังกล่าว หมายความว่าลูกค้าที่ชำระเงินภายในกำหนดเวลาจะชำระตามราคาเงินสด แต่ถ้าชำระพ้นจากกำหนดการให้ส่วนลดแล้วก็ถือว่าชำระเงินสูงกว่าราคาเงินสด วิธีนี้จะบันทึกลูกหนี้และขายด้วยจำนวนเงินสุทธิหลังจากหักส่วนลดจำนวนส่วนลดดังกล่าวจะเดบิตลูกหนี้และเครดิตส่วนลดที่ไม่ได้จ่าย (Sales Discounts Forfeited) บัญชีส่วนลดที่ไม่ได้จ่ายนี้ถือเป็นรายได้ประเภทหนึ่งในงบกำไรขาดทุน

ความหมายและประเภทของลูกหนี้

1.ความหมายของลูกหนี้

คำว่า ลูกหนี้ ตามที่กำหนดในมาตรฐานการบัญชีโดยสมาคมนักบัญชีและผู้สอบบัญชีรับอนุญาตแห่งประเทศไทย มิถุนายน 2546 มีดังนี้
ลูกหนี้ (Receivable) หมายถึง สิทธิเรียกร้องอย่างหนึ่งของเจ้าหนี้ในการที่จะให้ชำระหนี้ด้วยเงินสดหรือทรัพย์สินอย่างอื่น โดยคาดหมายว่าจะได้รับชำระเต็มจำนวนเมื่อถึงกำหนดชำระ ลูกหนี้จัดเป็นสินทรัพย์อย่างหนึ่งของกิจการและควรแสดงในงบการเงินด้วยมูลค่าสุทธิที่คาดว่าจะได้รับนั่นก็คือจำนวนที่คาดหมายว่าจะเก็บได้

2.ประเภทของลูกหนี้

ลูกหนี้แบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ

  • ลูกหนี้การค้า (Trade Receivable) หมายถึง ลูกหนี้ที่เกิดจากการดำเนินการค้าตามปกติของธุรกิจและจะมีชื่อบัญชีแตกต่างกันได้ตามประเภทของธุรกิจ เช่นธุรกิจธนาคารพาณิชย์ หมายถึงบัญชีระหว่างธนาคารที่มีดอกเบี้ย เงินให้สินเชื่อ และดอกเบี้ยค้างรับ กิจการประกันภัย หมายถึงบัญชีเบี้ยประกันภัยค้างรับ เงินค้างรับเกี่ยวกับการประกันต่อ และเงินให้กู้ยืม
  • ลูกหนี้อื่น ๆ (Other Receivable) หมายถึง ลูกหนี้ที่ไม่ได้เกิดจากการดำเนินการค้าตามปกติของธุรกิจ เช่น ลูกหนี้และเงินให้กู้ยืมแก่กรรมการและลูกจ้าง เงินให้ยืมแก่บริษัทในเครือและบริษัทร่วม รายได้อื่น เป็นต้น

การบัญชีเกี่ยวกับลูกหนี้

ลูกหนี้หมายถึงสิทธิเรียกร้องอย่างหนึ่งของเจ้าหนี้ในการที่จะให้ชำระหนี้ด้วยเงินสดหรือทรัพย์สินอย่างอื่น ลูกหนี้จัดเป็นสินทรัพย์อย่างหนึ่งของกิจการและควรแสดงในงบการเงินด้วยมูลค่าสุทธิที่คาดว่าจะได้รับนั่นก็คือจำนวนที่คาดหมายว่าจะเก็บได้ลูกหนี้แบ่งเป็น ลูกหนี้การค้า และ ลูกหนี้อื่น มีการกำหนดมูลค่าหนี้ มีวิธีการบันทึกบัญชี เช่นการบันทึกวิธี Gross Method และ วิธีNet Method มีวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับลูกหนี้ที่เก็บเงินไม่ได้ ซึ่งทุกๆสิ้นปีจะมีการประมาณค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญโดยประมาณจากยอดขายและยอดลูกหนี้ พร้อมทั้งมีการนำบัญชีลูกหนี้ไปหาผลประโยชน์ เช่น นำไปเป็นหลักประกันเงินกู้ และนำไปขาย เป็นต้น การแสดงยอดลูกหนี้ในงบการเงินจะแสดงภายใต้หัวข้อสินทรัพย์หมุนเวียนของกิจการและจะต้องนำบัญชีค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญไปลดมูลค่าของลูกหนี้เพื่อให้แสดงมูลค่าสุทธิของลูกหนี้ตามจำนวนที่คาดว่าจะเรียกเก็บได้ พร้อมทั้งให้เปิดเผยวิธีการประมาณการค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญว่าประมาณการจากยอดลูกหนี้ หรือยอดขาย กรณีกิจการได้นำบัญชีลูกหนี้ไปค้ำประกัน และ นำไปขายลูกหนี้ ก็จะนำข้อมูลนี้ไปเปิดเผยในหมายเหตุประกอบงบการเงินด้วยเช่นกัน