การตีราคาสินค้าคงเหลือด้วยวิธีราคาทุน

ธันวาคม 10, 2007

การตีราคาสินค้าคงเหลือด้วยวิธีราคาทุน (Inventory Costs Method)

การตีราคาสินค้าคงเหลือด้วยราคาทุน
พยอม สิงห์เสน่ห์ (2540 : 7-40) กล่าวถึงราคาทุนของสินค้า (Inventory Costs) สำหรับกิจการที่ซื้อสินค้ามาขาย ราคาทุนของสินค้านั้นจะได้แก่ ราคาสินค้านั้น รวมค่าใช้จ่ายทั้งทางตรงและทางอ้อมเกี่ยวกับการซื้อและการขนส่งจนสินค้านั้นเข้ามาอยู่ในร้านพร้อมที่จะขายได้ ในกิจการที่ผลิตสินค้าขึ้นเองเพื่อจำหน่าย ราคาทุนของสินค้าที่ผลิตประกอบด้วยวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิต ค่าแรงงานโดยตรงในการผลิตและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ อันเกี่ยวกับการผลิตสินค้านั้น หรืออีกนัยหนึ่ง คือต้นทุนผลิตสินค้า ( Cost of Goods Manufactured) นั่นเอง

คำว่า ต้นทุนสินค้าคงเหลือ ตามที่กำหนดในมาตรฐานการบัญชีโดยสมาคมนักบัญชีและผู้สอบบัญชีรับอนุญาตแห่งประเทศไทย มิถุนายน 2546 มีดังนี้ ต้นทุนสินค้าคงเหลือประกอบด้วยต้นทุนทั้งหมดในการซื้อ ในการแปลงสภาพ และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นเพื่อให้สินค้าคงเหลือนั้นอยู่ในสภาพที่เป็นอยู่ปัจจุบัน ต้นทุนในการซื้อประกอบด้วย ราคาซื้อ อากรขาเข้า และภาษีอื่น รวมทั้งค่าขนส่ง ค่าขนถ่าย และค่าใช้จ่ายอื่น ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับการซื้อสินค้าสำเร็จรูป วัตถุดิบและบริการ
สรุป ราคาทุน (Cost) หมายถึง ราคาสินค้าบวกด้วยค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการซื้อสินค้านั่นเอง การตีราคาสินค้าคงเหลือด้วยวิธีราคาทุนแบ่งออกเป็น

1. การตีราคาสินค้าคงเหลือวิธีราคาทุนที่แท้จริง (Specific Identification Method) วิธีนี้ใช้ราคาทุนที่แท้จริงของสินค้าที่คงเหลืออยู่เป็นราคาที่คำนวณปกติ วิธีนี้จะเหมาะกับกิจการประเภทที่มีสินค้าราคาสูงและมีจำนวนคงเหลือไม่มาก เช่น รถยนต์ เครื่องจักรเป็นต้น ซึ่งสามารถชี้เฉพาะได้ว่าได้มาด้วยราคาทุนเท่าใด

ตัวอย่าง กิจการมีรถยนต์คงเหลือในวันสิ้นงวดจำนวน 5 คันราคาตามใบกำกับสินค้าที่ซื้อ มีดังนี้ 3 คัน ราคาทุนคันละ 650,000 บาท และอีก 2 คันราคาทุนคันละ 680,000 บาท

การคำนวณ สินค้าคงเหลือมีราคา = (650,000 x 3) + (680,000 x 2)
= 1,950,000 + 1,360,000
ราคาสินค้าคงเหลือ = 3,130,000 บาท

2.การตีราคาสินค้าคงเหลือวิธีถัวเฉลี่ยแบบง่าย (Simple Average Method)

วิธีนี้ใช้ได้กับการบันทึกสินค้าแบบ Periodic Inventory Method คือใช้ราคาทุนต่อหนึ่งหน่วยของสินค้าคงเหลือต้นงวดบวกกับราคาทุนต่อหนึ่งหน่วยของการซื้อแต่ละครั้งในงวดบัญชีนั้น แล้วนำมาถัวเฉลี่ยกันเป็นราคาทุนถัวเฉลี่ยของสินค้าคงเหลือปลายงวด

ตัวอย่าง 1 รายการสินค้าคงเหลือเมื่อ 1 มกราคม 25×1 และรายการซื้อสินค้าระหว่างเดือนมกราคม 25×1 มีดังนี้

25×1 ม.ค. 1 สินค้าคงเหลือยกมา 30 หน่วย @ 10.- บาท
5 ขาย 10 “ 16.- บาท
8 ซื้อ 30 “ 11.- บาท
10 ซื้อ 20 “ 12.- บาท
15 ขาย 20 “ 18.- บาท
20 ซื้อ 10 “ 11.- บาท
25 ขาย 20 “ 18.- บาท

การคำนวณ
สินค้าคงเหลือ 31 ม.ค. 25×1 = (30+30+20+10) – (10+20+20)
= 90 – 50
= 40 หน่วย

3.การตีราคาสินค้าคงเหลือวิธีถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก (Weighted Average Method)

การตีราคาวิธีนี้ใช้ได้กับการบันทึกสินค้าคงเหลือแบบ (Periodic Inventory) โดยคำนวณหาราคาทุนถัวเฉลี่ยต่อหน่วยดังนี้

4.การตีราคาสินค้าคงเหลือด้วยราคาทุนเฉลี่ยเคลื่อนที่ (Moving Average Method)

วิธีนี้กิจการบันทึกบัญชีสินค้าแบบ Perpetual Inventory Method ได้วิธีเดียวและการคำนวณหาราคาทุนของสินค้าต่อหน่วยทุกครั้งที่มีการซื้อเกิดขึ้นโดยวิธีถัวเฉลี่ยระหว่างราคาทุนที่มีอยู่ก่อนกับราคาทุนที่ซื้อมาใหม่

ราคาสินค้าคงเหลือ = 40 x 11 = 440 บาท
ต้นทุนสินค้าที่ขาย = 980 – 440 = 540 บาท

5.การตีราคาสินค้าคงเหลือด้วยวิธีซื้อก่อนขายก่อน (First-In , First – Out) Or FIFO วิธีนี้ใช้ได้กับการบันทึกสินค้าทั้งแบบ Periodic Inventory Method และ Perpetual Inventory Method โดยถือว่าจำนวนสินค้าที่ซื้อมาก่อนนำออกขายก่อน จำนวนที่ซื้อมาครั้งหลังนำออกขายในครั้งต่อ ๆ ไป สินค้าคงเหลือเป็นสินค้าที่ซื้อมาในครั้งหลังสุด

ตัวอย่างที่ 2
25×1 ธ.ค. 1 สินค้าคงเหลือยกมา 200 หน่วย @ 20.- บาท
4 ขายสินค้า 150 “ 26.- บาท
7 ซื้อสินค้า 300 “ 24.- บาท
9 ขายสินค้า 200 “ 30.- บาท
15 ซื้อสินค้า 150 “ 22.- บาท
20 ขายสินค้า 200 “ 24.- บาท
30 ซื้อสินค้า 250 “ 32.- บาท

  • กรณีกิจการบันทึกสินค้าแบบ (Periodic Inventory Method)
    สินค้ามีอยู่ทั้งสิ้น = 200 + 300 +150 + 200 = 850 หน่วย
    สินค้าที่ขายไปทั้งสิ้น = 150 + 200 + 250 = 600 หน่วย
    สินค้าคงเหลือ = 850  650 = 250 หน่วย
    สินค้าคงเหลือ 250 หน่วย มีราคาดังนี้
    200 หน่วย @ 24.- เป็นราคา 4,800.- บาท
    50 หน่วย @ 22.- เป็นราคา 1,100.- บาท
    ราคาสินค้าคงเหลือ = 5,900.- บาท
  • กิจการบันทึกสินค้าแบบ (Perpetual Inventory Method)

ราคาสินค้าคงเหลือ = 5,900.- บาท

6.การตีราคาสินค้าคงเหลือด้วยวิธีซื้อหลังขายก่อน (Last-In , First – Out) Or LIFO
วิธีนี้ใช้ได้กับการบันทึกสินค้าทั้งแบบสิ้นงวดและแบบต่อเนื่อง โดยถือว่าจำนวนสินค้าที่ซื้อมาก่อนนำออกขายทีหลังและ จำนวนที่ซื้อมาครั้งหลังนำออกขายก่อนสินค้าคงเหลือเป็นสินค้าที่ซื้อมาในครั้งแรกสุด ปัจจุบันวิธีLifoนี้ไม่นิยมใช้

  • กรณีกิจการบันทึกสินค้าแบบ (Periodic Inventory Method) สินค้าคงเหลือ 250 หน่วย มีราคาดังนี้
    200 หน่วย @ 20.- เป็นราคา 4,000.- บาท
    50 หน่วย @ 24.- เป็นราคา 1,200.- บาท
    ราคาสินค้าคงเหลือ = 5,200.- บาท
  • กรณีกิจการบันทึกสินค้าแบบ (Perpetual Inventory Method)

ราคาสินค้าคงเหลือ = 5,600.-

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s