การบันทึกบัญชีเกี่ยวกับสินค้าคงเหลือ แบ่งออกเป็น 2 วิธี

1. วิธีบันทึกเมื่อสิ้นงวด (Periodic Inventory Method) วิธีนี้จะมีการบันทึกบัญชีเกี่ยวกับการซื้อสินค้า การส่งคืนสินค้า การรับคืนสินค้า ส่วนลด และค่าขนส่งสินค้าเมื่อซื้อไว้ในแต่ละบัญชี เช่น เมื่อมีการซื้อสินค้ากิจการบันทึกบัญชีซื้อสินค้าและเมื่อกิจการมีรายการส่งคืนสินค้าจะบันทึกบัญชีส่งคืนสินค้าเป็นต้น สินค้าแสดงยอดคงเหลือต้นงวดและในระหว่างงวดบัญชีสินค้าจะไม่มีความเคลื่อนไหว เมื่อสิ้นงวดกิจการจะทำการตรวจนับสินค้าคงเหลือที่มีอยู่จริง จะรู้จำนวนสินค้าคงเหลือก็ต่อเมื่อได้ทำการตรวจนับในวันสิ้นงวดบัญชี วิธีนี้จะไม่มีการตรวจรายละเอียดของสินค้าที่ซื้อได้ ดังนั้นเมื่อขายจะมีรายการขายเท่านั้น ไม่ทราบยอดคงเหลือของสินค้า จึงต้องใช้วิธีการตรวจนับสินค้าและตีราคาเพื่อบันทึกสินค้าปลายปี วิธีนี้เหมาะกับกิจการธุรกิจที่มีปริมาณสินค้าจำนวนไม่มากสามารถตรวจนับได้

2.วิธีบันทึกแบบต่อเนื่อง (Perpetual Inventory Method) วิธีนี้จะบันทึกบัญชีสินค้า
คงเหลือทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงในจำนวนและต้นทุนของสินค้า เช่นเมื่อซื้อสินค้ากิจการบันทึกบัญชีสินค้าเมื่อมีการส่งคืนสินค้า จะบันทึกบัญชีสินค้า และเมื่อขายกิจการจะบันทึกบัญชีต้นทุนสินค้าที่ขายทุกครั้งโดยโอนบัญชีต้นทุนสินค้าจากบัญชีสินค้าคงเหลือไปยังบัญชีต้นทุนขาย บัญชีต้นทุนขายจะแสดงยอดต้นทุนของสินค้าที่ขายไประหว่างงวด และบัญชีสินค้าคงเหลือจะแสดงราคาทุนของสินค้าคงเหลือที่เหลืออยู่ ณ วันใดวันหนึ่ง วิธีนี้ในระหว่างงวดบัญชีสินค้าจะเคลื่อนไหวตลอดเวลาในวันสิ้นงวดบัญชี จึงสามารถทราบราคาสินค้าคงเหลือปลายงวดในราคาทุนได้ทันที
วิธีนี้เหมาะสำหรับกิจการที่มีจำนวนสินค้าในปริมาณมาก

ความหมายของสินค้าคงเหลือและประเภทของสินค้าคงเหลือ

1.ความหมายของสินค้าคงเหลือ

คำว่า สินค้าคงเหลือ ตามที่กำหนดในมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 31 โดยสมาคม นักบัญชีและผู้สอบบัญชีรับอนุญาตแห่งประเทศไทย มิถุนายน 2546 ได้ให้คำนิยามดังนี้

สินค้าคงเหลือ (Inventory) หมายถึงทรัพย์สิน ซึ่ง

(ก) กิจการมีไว้เพื่อขายตามลักษณะการประกอบธุรกิจโดยปกติ
(ข) อยู่ในระหว่างกระบวนการผลิตเพื่อให้เป็นสินค้าสำเร็จรูป
(ค) มีไว้เพื่อใช้ในการผลิตสินค้าหรือบริการ

จากความหมายข้างต้นสรุปได้ว่าสินค้าคงเหลือมีส่วนประกอบอันสำคัญได้แก่ สินค้าสำเร็จรูป งานระหว่างทำหรือสินค้าระหว่างผลิต ซึ่งรวมไปด้วย วัตถุดิบ วัสดุที่ใช้ในการผลิต สินค้าคงเหลือเป็นสินทรัพย์ประเภทหมุนเวียนของกิจการ ที่มีไว้เพื่อขายในการประกอบธุรกิจตามปกติและมีไว้เพื่อใช้ในการผลิตสินค้าหรือบริการเพื่อขายต่อไป ดังนั้นจึงมีการแบ่งประเภทของสินค้าคงเหลือดังจะกล่าวต่อไป

2.ประเภทของสินค้าคงเหลือ

สินค้าคงเหลือ เป็นสินทรัพย์ชนิดหนึ่งซึ่งอยู่ในประเภทสินทรัพย์หมุนเวียนของกิจการที่มีไว้เพื่อขายหรือใช้ในการผลิต สินค้าคงเหลือสามารถแบ่งตามประเภทของธุรกิจได้ 3 ประเภท คือ

  • ธุรกิจพาณิชยกรรมหรือธุรกิจที่ซื้อสินค้ามาขาย สินค้าคงเหลือ หมายถึงสินค้าสำเร็จรูปซึ่งกิจการซื้อมาขายไปโดยมีราคาทุนเท่ากับราคาซื้อบวกค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการจัดซื้อรวมทั้งภาษีและการขนส่งสินค้าเข้ามาเพื่อให้สินค้านั้นอยู่ในสภาพพร้อมที่จะขายได้
  • ธุรกิจอุตสาหกรรมหรือธุรกิจที่ผลิตสินค้าเพื่อขาย สินค้าคงเหลือ หมายถึง สินค้าสำเร็จรูป งานระหว่างทำ หรือสินค้าระหว่างผลิต วัตถุดิบและวัสดุใช้ในการผลิต โดยมีต้นทุนผลิตสินค้าประกอบด้วยต้นทุน วัตถุดิบทางตรงที่ใช้ในการผลิต และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับการผลิตสินค้านั้น
  • ธุรกิจประเภทให้บริการ สินค้าคงเหลือ หมายถึง งานให้บริการโดยมีต้นทุนงานให้บริการประกอบด้วยค่าแรงงานและค่าใช้จ่ายอื่นที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการ

สรุป สินค้าคงเหลือเป็นสินทรัพย์หมุนเวียนประกอบด้วยสินค้าที่ซื้อถือไว้เพื่อขาย สินค้าสำเร็จรูป และต้นทุนงานให้บริการ สินค้าสำเร็จรูปจะรวมทั้งงานระหว่างทำ วัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตด้วย สินค้าคงเหลือควรเป็นสินค้าที่กรรมสิทธิ์ในสินค้าเป็นของกิจการเท่านั้น ไม่เฉพาะสินค้าที่คงเหลืออยู่ในกิจการและยังไม่ได้ขายออกไป นอกจากนี้ยังรวมถึงสินค้าระหว่างทาง สินค้าฝากขายและสินค้าที่ขายตามสัญญาผ่อนชำระ ในกิจการจำหน่ายสินค้า สินค้าคงเหลือหมายถึง สินค้าสำเร็จรูปหรือสิ่งของที่กิจการมีไว้เพื่อขายและหากำไรต่อไป ส่วนในกิจการผลิต สินค้าคงเหลือประกอบด้วย สินค้าสำเร็จรูป สินค้าระหว่างผลิต วัตถุดิบ และวัสดุโรงงาน งานระหว่างทำ เป็นต้น

คลิ๊กเพื่อดาวน์โหลดแบบฝึกหัด

ตั๋วเงินรับเป็นหนังสือแสดงสิทธิของกิจการที่จะได้รับชำระเงินตามจำนวนเงิน เวลา และสถานที่จากบุคคลหรือกิจการที่ระบุไว้หน้าตั๋ว ตั๋วเงินรับแบ่งตามลักษณะของการระบุดอกเบี้ยได้ 2 ชนิดคือตั๋วเงินรับชนิดระบุอัตราดอกเบี้ยไว้หน้าตั๋วและตั๋วเงินรับชนิดไม่ระบุอัตราดอกเบี้ยไว้หน้าตั๋ว ตั๋วเงินรับมีหลักปฏิบัติทางบัญชีจะขึ้นอยู่กับการใช้ประโยชน์จากตั๋วเงินรับของแต่ละกรณี หลักการปฏิบัติทางการบัญชีจะมีขั้นตอนเริ่มจากการคำนวณหาวันครบกำหนด คำนวณ จำนวนเงินหน้าตั๋ว เมื่อครบกำหนด หากตั๋วมีดอกเบี้ยจะต้องคำนึงถึงรายการปรับปรุงเมื่อสิ้นปี พร้อมทั้งมีการบันทึกบัญชีเกี่ยวกับตั๋วเมื่อกิจการได้รับ และบันทึกตั๋วเมื่อครบกำหนด และหากสิ้นปีจะมีการปรับปรุงดอกเบี้ยของตั๋วเงินรับและตั๋วเงินรับสามารถนำไปหาผลประโยชน์จากตั๋วโดยนำไปขายลดให้แก่ธนาคาร ตั๋วเงินรับเป็นสินทรัพย์ประเภทหมุนเวียนมีอายุไม่เกิน 1 ปี แสดงในงบดุล

การแสดงรายการตั๋วเงินรับในงบการเงิน

ตั๋วเงินรับระยะสั้นเป็นสินทรัพย์อยู่ในประเภทสินทรัพย์หมุนเวียน นอกจากนี้หากตั๋วเงินรับกรณีนำไปขายลดให้แก่สถาบันการเงินจะเปิดเผยในหมายเหตุประกอบงบการเงิน ตั๋วเงินรับครบกำหนด หรือตั๋วเงินรับขาดความเชื่อถือจะแสดงอยู่ในหมวดสินทรัพย์หมุนเวียนด้วยเช่นกันการแสดงตั๋วเงินรับในงบดุล จะเป็นดังนี้

การบัญชีเกี่ยวกับการนำตั๋วเงินรับไปขายลด

การนำตั๋วเงินรับไปขายลด (Discounting Notes Receivable) ตั๋วเงินรับเป็นเอกสารที่อาจโอนเปลี่ยนมือได้โดยการสลักหลัง เมื่อกิจการต้องการใช้เงินสามารถนำตั๋วเงินไปขายลดให้กับธนาคารหรือบริษัทการเงินได้ ซึ่งจะต้องถูกหักส่วนลดเป็นอัตราร้อยละของมูลค่าเมื่อถึงกำหนดของตั๋ว ธนาคารหรือบริษัทการเงินหรือบุคคลที่ซื้อตั๋วไว้ จะเป็นผู้มีสิทธิรับเงินที่ระบุหน้าตั๋วพร้อมดอกเบี้ยจากผู้จ่ายเงินเมื่อตั๋วเงินรับนั้นถึงกำหนดได้

1.การขายลดโดยมีเงื่อนไข การนำตั๋วเงินรับไปขายสดโดยมีเงื่อนไข (With Recourse) หมายถึง การขายตั๋วเงินที่ผู้ขายยังคงมีภาระผูกพันต่อผู้รับตั๋วจนกว่าจะได้รับชำระเงินครบถ้วนหมดแล้ว หากผู้จ่ายเงินตามตั๋วไม่จ่ายเงินให้ ผู้นำตั๋วเงินรับไปขายลด ต้องชดใช้ทั้งเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยให้ครบถ้วนรวมทั้งรับผิดชอบค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่เกิดจากการไล่เบี้ยเก็บเงินจากผู้ขายตั๋ว เช่น ค่าทำคัดค้านหากตั๋วขาดความเชื่อถือ เป็นต้น

2.การขายลดโดยไม่มีเงื่อนไข การนำตั๋วเงินรับไปขายลดโดยไม่มีเงื่อนไข (Without Recourse) หมายถึง การขายตั๋วเงินที่ผู้ขายไม่ต้องมีภาระผูกพันหรือรับผิดชอบต่อผู้ซื้อตั๋วเงินแต่อย่างใดแม้ว่าตั๋วนั้นจะเก็บเงินไม่ได้ก็ตาม ซึ่งถือว่าเป็นการขายขาด ผู้ซื้อจะต้องรับความเสี่ยงเอง

การนำตั๋วเงินรับไปขายลดโดยมีเงื่อนไขอาจถือว่าเป็นการขายหรือถือเป็นการกู้ยืมเงินก็ได้ แต่การนำตั๋วเงินรับไปขายลดโดยไม่มีเงื่อนไขจะถือเป็นการขายอย่างเดียวเท่านั้น ไม่ว่าจะถือเป็นการขายหรือการกู้ยืมก็ตาม ขั้นตอนในการคำนวณจำนวนเงินเกี่ยวกับตั๋วเงินรับขายลดก่อนที่จะนำไปบันทึกบัญชีมีวิธีการดังต่อไปนี้

ขั้นตอนการปฏิบัติในการนำตั๋วเงินไปขายลด มีดังนี้
ขั้นที่ 1. คำนวณมูลค่าตั๋วครบกำหนด
มูลค่าตั๋วครบกำหนด = มูลค่าหน้าตั๋ว + ดอกเบี้ยรับ
ขั้นที่ 2. คำนวณส่วนลดที่สถาบันการเงินหักไว้
ส่วนลด = มูลค่าตั๋วฯ ×อัตราส่วนลด ×ระยะเวลาตั้งแต่วันขายถึงวันครบกำหนด
ขั้นที่ 3. คำนวณจำนวนเงินที่กิจการได้รับ
จำนวนเงินที่ได้รับ = มูลค่าตั๋วครบกำหนด – ส่วนลดที่สถาบันการเงินหักไว้
ขั้นที่ 4. คำนวณดอกเบี้ยรับหรือดอกเบี้ยจ่าย

เปรียบเทียบจำนวนเงินที่ได้รับกับมูลค่าหน้าตั๋ว ถ้าจำนวนเงินที่ได้รับ สูงกว่า มูลค่าหน้าตั๋ว ผลต่างดังกล่าวถือเป็น “ดอกเบี้ยรับ” แต่ถ้าจำนวนเงินที่ได้รับ ต่ำกว่า มูลค่าหน้าตั๋ว ผลต่างดังกล่าวถือเป็น “ดอกเบี้ยจ่าย”

ตัวอย่างที่ 4 บริษัท สยามมิตร จำกัด ได้รับชำระหนี้ค่าสินค้าจากบริษัท สหกิจ จำกัด เป็นตั๋วแลกเงิน ลงวันที่ 1 มีนาคม 25×1 มูลค่าหน้าตั๋ว 100,000 บาท อัตราดอกเบี้ย 12% ต่อปี อายุ 60 วัน และบริษัท สดใส จำกัดนำตั๋วเงินรับฉบับดังกล่าวไปขายลดที่ธนาคารกรุงเก่า ในวันที่ 11 มีนาคม 25×1 โดยที่ธนาคารหักส่วนลดในอัตรา 14% ต่อปี (สมมติว่า 1 ปี มี 360 วัน)

ขั้นที่ 1. คำนวณมูลค่าตั๋วครบกำหนด
มูลค่าตั๋วครบกำหนด = มูลค่าเงินหน้าตั๋ว + ดอกเบี้ยรับ
= 100,000 + (100,000 ×12 % × 60/360)
= 100,000 + 2,000
= 102,000 บาท
ขั้นที่ 2. คำนวณส่วนลดที่สถาบันการเงินหักไว้
ส่วนลด = มูลค่าตั๋วฯ ×อัตราส่วนลด ×ระยะเวลาตั้งแต่วันขายถึงวันครบฯ
= 102,000 × 14 % × 50/360
= 1,983.33
ขั้นที่ 3. คำนวณจำนวนเงินที่กิจการได้รับ
จำนวนเงินที่กิจการได้รับ = มูลค่าตั๋วครบกำหนด – ส่วนลดที่หักไว้
= 102,000 – 1,983.33
= 100,016.67 บาท
ขั้นที่ 4. คำนวณดอกเบี้ยรับ/ดอกเบี้ยจ่าย
ดอกเบี้ยรับ = 100,016.67 – 100,000 บาท
ดอกเบี้ยรับ = 16.67 บาท

การบันทึกบัญชีการนำตั๋วเงินรับไปขายลด มีดังนี้

การบันทึกบัญชีเมื่อตั๋วเงินรับครบกำหนด เมื่อตั๋วเงินรับครบกำหนดและผู้ออกตั๋วสามารถจ่ายเงินให้แก่ธนาคารได้ กิจการจะบันทึกยกเลิกตั๋วเงินรับ ดังนี้

การบันทึกบัญชีเมื่อตั๋วเงินรับครบกำหนดและผู้ออกตั๋วไม่สามารถจ่ายเงินให้แก่ธนาคารได้ กิจการจะต้องชดใช้เงินแทนผู้ออกตั๋ว ดังนี้

ตั๋วเงินรับขาดความเชื่อถือ (Dishonored Notes Receivable)

เนื่องจากมีตั๋วบางฉบับไม่สามารถเรียกเก็บเงินได้เมื่อครบกำหนดชำระเงินดังนั้นจึงมีตั๋วขาดความเชื่อถือเกิดขึ้นดังรายละเอียดต่อไปนี้

ตั๋วเงินรับขาดความเชื่อถือ หมายถึง ตั๋วเงินรับที่ครบกำหนดแล้วแต่ผู้จ่ายเงินไม่สามารถจ่ายเงินตามตั๋วเงินรับได้ ดังนั้นผู้รับรับเงินต้องทำคำคัดค้านเพื่อให้ตั๋วเงินดังกล่าวมีผลทางกฎหมาย ซึ่งเมื่อผู้รับเงินทำคำคัดค้านแล้วก็สามารถเรียกร้องให้ผู้จ่ายเงิน ชำระเงินตามมูลค่าตั๋วครบกำหนด ค่าใช้จ่ายในการทำคำคัดค้าน และรวมถึงดอกเบี้ยตั๋วพ้นกำหนดด้วย

ดอกเบี้ยตั๋วพ้นกำหนด จะคำนวณจากมูลค่าหน้าตั๋วตามอัตราดอกเบี้ยที่ระบุไว้หน้าตั๋ว ซึ่งระยะเวลาที่คิดดอกเบี้ยนั้นคิดตั้งแต่วันที่ตั๋วครบกำหนดจนถึงวันที่ผู้จ่ายเงินชำระเงินตามตั๋ว ถ้าเป็นตั๋วชนิดไม่มีดอกเบี้ยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ กำหนดให้คิดดอกเบี้ยตั๋วพ้นกำหนดได้สูงสุดไม่เกิน 15%

ตัวอย่างที่ 3 จากตัวอย่างที่ 1 สมมติว่าวันที่ตั๋วครบกำหนดบริษัท มิติใหม่ จำกัด ผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินบริษัท สยามมิตร จำกัดจึงทำคำคัดค้านเพื่อเรียกร้องให้บริษัทมิติใหม่ จำกัด ชำระเงิน ซึ่งเสียค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น 500 บาท หลังจากการทำคำคัดค้าน บริษัทมิติใหม่จำกัดจ่ายชำระหนี้ให้แก่บริษัท สยามมิตร จำกัดในวันที่ 31 พฤษภาคม 25×1 มีจำนวนเงินดังนี้

การบันทึกบัญชีตั๋วเงินรับชนิดมีดอกเบี้ย

1.การบันทึกบัญชีตั๋วเงินรับชนิดมีดอกเบี้ย การบันทึกบัญชีของตั๋วเงินรับชนิดมีดอกเบี้ยจะบันทึกบัญชีเมื่อได้รับตั๋วด้วยมูลค่าหน้าตั๋ว และเมื่อตั๋วครบกำหนดก็จะบันทึกรับเงินตามมูลค่าตั๋วครบกำหนดดังตัวอย่างต่อไปนี้

ตัวอย่างที่ 1 บริษัท สยามมิตร จำกัด ขายสินค้าเป็นเงินเชื่อโดยได้รับตั๋วสัญญาใช้เงินจาก บริษัท มิติใหม่ จำกัด ซึ่งตั๋วเงินดังกล่าวเป็น มีมูลค่าหน้าตั๋ว 50,000 บาท อัตราดอกเบี้ย 12% ต่อปี ตั๋วลงวันที่ 1 มีนาคม 25×1 อายุของตั๋ว 60 วัน

ให้ทำ 1. คำนวณหาวันที่ตั๋วครบกำหนด
2. คำนวณหาดอกเบี้ยและมูลค่าตั๋วเมือครบกำหนด
3. บันทึกบัญชีเกี่ยวกับตั๋วเงินรับ

การคำนวณหาวันที่ตั๋วครบกำหนดกระทำได้ดังต่อไปนี้

เดือนมีนาคมมีจำนวน 31
หักวันที่ออกตั๋ว 1
จำนวนวันในเดือนมีนาคม 30 วัน
จำนวนวันในเดือนเมษายน 30 วัน
รวมจำนวนวันทั้งหมด 60 วัน
ดังนั้นวันครบกำหนดคือวันที่ 30เมษายน25×1

การคำนวณดอกเบี้ยและมูลค่าตั๋วเมื่อครบกำหนด เมื่อตั๋วเงินครบกำหนดถ้าเป็น
ตั๋วเงินชนิดมีดอกเบี้ยผู้รับเงินจะได้รับเงินตามหน้าตั๋วและดอกเบี้ยของตั๋วเงินด้วย ซึ่งดอกเบี้ยของตั๋วเงิน และมูลค่าตั๋วเมื่อครบกำหนด คำนวณได้ดังนี้

ดอกเบี้ยรับ = จำนวนเงินหน้าตั๋ว × อัตราดอกเบี้ย ×ระยะเวลาของตั๋ว
= 50,000 × 12% × 60/365
= 986.30 บาท
มูลค่าตั๋วครบกำหนด = จำนวนเงินหน้าตั๋ว + ดอกเบี้ยรับ
มูลค่าตั๋วครบกำหนด = 50,000 + 986.30
= 50,986.30 บาท

การบันทึกบัญชีเกี่ยวกับตั๋วเงินรับ การบันทึกบัญชีของตั๋วเงินรับชนิดมีดอกเบี้ยจะบันทึกบัญชีเมื่อได้รับตั๋วด้วยมูลค่าหน้าตั๋ว และเมื่อตั๋วครบกำหนดก็จะบันทึกรับเงินตามมูลค่าตั๋วครบกำหนด การบันทึกรายการบัญชีวันที่ได้รับตั๋ว และวันที่ครบกำหนดของบริษัท มิติใหม่ จำกัด มีดังนี้

2.ตั๋วเงินรับชนิดไม่มีดอกเบี้ย

เมื่อตั๋วเงินครบกำหนดถ้าเป็นตั๋วเงินชนิดไม่มีดอกเบี้ยผู้รับเงินจะได้รับเงินเฉพาะจำนวนตามหน้าตั๋วเท่านั้น แต่ในบางครั้งกรณีที่บริษัทให้กู้ยืมเงินกับพนักงาน บริษัทอาจจะหักส่วนลดไว้ก่อนล่วงหน้า โดยที่ส่วนลดดังกล่าวถือเป็นรายได้รับล่วงหน้า ซึ่งจะบันทึกบัญชีไว้เป็น “ส่วนลดในตั๋วเงินรับ” และจะโอนรายได้รับล่วงหน้าเป็นรายได้เมื่อตั๋วครบกำหนด

ตัวอย่างที่ 2 วันที่ 1 เมษายน 25×1 บริษัท สยามมิตร จำกัด ให้พนักงานของบริษัทกู้ยืมเงิน จำนวน 30,000 บาท โดยที่หักส่วนลดไว้ล่วงหน้า จำนวน 1,200 บาท และให้พนักงานออกตั๋วสัญญาใช้เงินชนิดไม่มีดอกเบี้ย อายุ 4 เดือน มูลค่าตั๋ว 30,000 บาท การบันทึกบัญชี มีดังนี้

การคำนวณดอกเบี้ยและมูลค่าตั๋วเมื่อครบกำหนด

เมื่อตั๋วเงินครบกำหนดถ้าเป็นตั๋วเงินชนิดมีดอกเบี้ยผู้รับเงินจะได้รับเงินตามหน้าตั๋วและดอกเบี้ยของตั๋วเงินด้วย ซึ่งดอกเบี้ยของตั๋วเงิน และมูลค่าตั๋วเมื่อครบกำหนด คำนวณได้ดังนี้

ดอกเบี้ยรับ = จำนวนเงินหน้าตั๋ว × อัตราดอกเบี้ย ×ระยะเวลาของตั๋ว
มูลค่าตั๋วครบกำหนด = จำนวนเงินหน้าตั๋ว + ดอกเบี้ยรับ

ความหมายและประเภทของตั๋วเงินรับ

ความหมายของตั๋วเงินรับ คำว่า ตั๋วเงินรับตามที่กำหนดในมาตรฐานการบัญชีโดยสมาคมนักบัญชีและผู้สอบบัญชีรับ อนุญาตแห่งประเทศไทย มิถุนายน 2546 มีดังนี้

ตั๋วเงินรับ (Note receivable) หรือ ตั๋วสัญญาให้เงิน (Promissory note) หมายถึง หนังสือตราสารซึ่งบุคคลหนึ่งเรียกว่า ผู้ออกตั๋ว ให้คำมั่นสัญญาว่าจะใช้เงินจำนวนหนึ่งให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่งหรือใช้ให้ตามคำสั่งของบุคคลอีกคนหนึ่งเรียกว่า ผู้รับเงิน

กิจการมักได้รับตั๋วสัญญาใช้เงินหรือตั๋วเงินรับจากลูกค้าที่ต้องการขยายระยะเวลาการจ่ายชำระเงินกิจการบางแห่งกำหนดเงื่อนไขให้ลูกค้าใหม่หรือลูกค้าที่มีความเสี่ยงสูงชำระหนี้ให้กับกิจการโดยการออกตั๋วสัญญาใช้เงิน นอกจากนี้ยังใช้ในกรณีให้พนักงานหรือบริษัทย่อยกู้ยืมเงิน หรือให้สำหรับการขายสินทรัพย์ถาวรประเภท ที่ดิน อาคารหรืออุปกรณ์

ประเภทของตั๋วเงินรับ

ตั๋วเงินรับแบ่งได้ออกเป็นหลายประเภทตามลักษณะต่าง ๆ แต่ในที่นี้จะกล่าวโดยแบ่งตามลักษณะของการระบุดอกเบี้ย ตั๋วเงินรับจำแนกตามลักษณะของดอกเบี้ยเป็น 2 ชนิด ดังนี้

ตั๋วเงินรับชนิดมีดอกเบี้ย (Interest-berating Notes) เป็นตั๋วเงินที่มีอัตราดอกเบี้ยระบุไว้หน้าตั๋วเงิน เมื่อตั๋วครบกำหนดจะได้รับชำระเงินเป็นจำนวนเงินตามที่ระบุไว้ในตั๋วบวกด้วยดอกเบี้ยตามอัตราที่กำหนดไว้ตามระยะเวลาของตั๋วเงินรับนั้น

ตั๋วเงินรับชนิดไม่มีดอกเบี้ย (Non- interest bearing Note) หมายถึง ตั๋วเงินที่จะได้รับชำระเงินเท่ากับจำนวนที่ระบุไว้ในตั๋วเท่านั้น