http://www.scribd.com/doc/3892966/

การบัญชีเกี่ยวกับสินค้าคงเหลือ

สินค้าคงเหลือเป็นสินทรัพย์หมุนเวียน ซึ่งกิจการมีไว้เพื่อขายหรือใช้ในการผลิตหรือบริการเพื่อขาย ราคาทุนของสินค้าจะประกอบด้วยราคาซื้อและค่าใช้จ่ายทุกอย่างเพื่อทำให้สินค้อยู่ในสภาพที่จะขายได้ วิธีการบันทึกบัญชีแบ่งออกเป็น 2 วิธีคือ วิธีแบบสิ้นงวด (Periodic Inventory Method) และวิธีแบบต่อเนื่อง (Perpetual Inventory Method) การตีราคาสินค้าเหลือมีหลายวิธีโดยเลือกวิธีที่เหมาะสมกับกิจการ การตีราคาด้วยวิธีที่แตกต่างกันจะทำให้ราคาทุนต่อหน่วยแตกต่างกัน และมูลค่าสินค้าจะต่างกันไปด้วย ซึ่งมีผลกระทบต่อการคำนวณต้นทุนขาย กำไรขั้นต้นและกำไรสุทธิของกิจการ รวมทั้งมีผลทำให้การแสดงรายการสินค้าคงเหลือในงบดุลมีมูลค่าต่างกัน การตีราคาสินค้าคงเหลือกระทำได้หลายวิธีเช่น วิธีราคาทุน วิธีพิเศษ และวิธีประมาณราคา การแสดงรายการสินค้าคงเหลือในงบการเงินจะแสดงในงบดุลภายใต้รายการสินทรัพย์หมุนเวียน ตามจำนวนที่ตีราคาได้ หักด้วยค่าเผื่อมูลค่าสินค้าลดลง หรือหากเป็นงานระหว่างการก่อสร้าง ควรมีหมายเหตุประกอบงบการเงิน เพื่อจะได้บอกนโยบายบริษัทรับรู้รายได้และกำไรจากงานก่อสร้างตามส่วนงานที่ทำเสร็จหรือตามเปอร์เซ็นต์ของงานที่ทำสำเร็จ

การแสดงรายการสินค้าคงเหลือในงบการเงิน

การแสดงรายการสินค้าคงเหลือในงบดุล สินค้าคงเหลือจะแสดงในงบดุลภายใต้หัวข้อสินทรัพย์หมุนเวียน ตามจำนวนที่ตีราคาได้แล้วแต่จะตีราคาคงเหลือตามราคาทุนหรือตีราคาสินค้าคงเหลือด้วยวิธีพิเศษราคาตามบัญชีของสินค้าคงเหลือจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้งบการเงินโดยทั่วไปสินค้าคงเหลือจะถูกจัดประเภทเป็นสินค้าสำเร็จรูป สินค้าระหว่างทำ วัตถุดิบและวัสดุการผลิต สินค้าคงเหลือของกิจการที่ให้บริการเพื่อความสะดวกอาจแสดงเป็นงานระหว่างทำก็ได้ กรณีกิจการกำหนดต้นทุนสินค้าคงเหลือด้วยวิธีมูลค่าตามราคาทุนอาจใช้วิธีเข้าก่อนออกก่อน หรือถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักหรือมูลค่าสุทธิที่จะได้รับแล้วแต่มูลค่าใดจะต่ำกว่าหรือมูลค่าตามราคาต้นทุนปัจจุบัน ณ วันที่งบดุลหรือมูลค่าสุทธิที่จะได้รับแล้วแต่มูลค่าใดจะต่ำกว่า ซึ่งรายการเหล่านี้ควรเปิดเผยในหมายเหตุประกอบงบการเงิน ภายใต้ หัวข้อ นโยบายการบัญชีเกี่ยวกับวิธีการตราคาสินค้าคงเหลือและวิธีที่ใช้คำนวณราคาทุน เป็นต้น

การเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าคงเหลือในงบการเงิน กรณีกิจการบันทึกบัญชีกรณี
เปรียบเทียบไม่ว่าจะเปรียบเทียบด้วยวิธีใด กิจการจะต้องนำมาเปิดเผยในงบการเงินด้วยดังเช่นตัวอย่างต่อไปนี้ และบัญชีผลขาดทุนจากการตีราคาสินค้าลดลง จะเป็นค่าใช้จ่าย แสดงในงบกำไรขาดทุนส่วนบัญชีค่าเผื่อมูลค่าสินค้าลดลงแสดงเป็นรายการหักบัญชีสินค้าในงบดุล ในที่นี้จะยกตัวอย่างงบดุล 2 ประเภท

1.ตัวอย่างการแสดงรายการสินค้าคงเหลือในงบดุลของกิจการที่ซื้อสินค้ามาจำหน่าย
สินค้าคงเหลือจะแสดงภายใต้หัวข้อสินทรัพย์หมุนเวียน ตามจำนวนที่ตีราคาได้ดังตัวอย่างเช่น

ตัวอย่างการแสดงรายการสินค้าคงเหลือในงบดุลของกิจการอุตสาหกรรม

สินค้าคงเหลืออาจแสดงด้วยยอดรวมในงบดุลหรือแสดงรายละเอียดไว้ใน

นอกจากนี้มาตรฐานการบัญชีฉบับที่ 31 เรื่องสินค้าคงเหลือได้ระบุให้กิจการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าคงเหลือต่อไปนี้ในงบการเงิน
– นโยบายการบัญชีเกี่ยวกับวิธีการตีราคาสินค้าคงเหลือและวิธีที่ใช้คำนวณราคาทุน
– ราคาตามบัญชีของสินค้าคงเหลือแต่ละประเภทจำแนกตามความเหมาะสมของแต่ละกิจการและราคาตามบัญชีรวม
– ราคาตามบัญชีรวมของสินค้าคงเหลือที่แสดงในราคามูลค่าสุทธิที่จะได้รับ
– มูลค่าสินค้าที่ปรับเพิ่มขึ้นจากราคาที่เคยลดลง
– เหตุการณ์หรือสถานการณ์ที่ทำให้ราคาสินค้าเคยลดลงกลับเพิ่มขึ้น
– ราคาตามบัญชีของสินค้าคงเหลือที่ใช้เป็นหลักประกันหนี้สิน

3.ตัวอย่างการแสดงรายการสินค้าคงเหลือในงบดุลกรณีตีราคาสินค้าคงเหลือวิธีการเปรียบเทียบราคาทุนกับมูลค่าสุทธิที่จะได้รับแต่ละรายการ จากโจทย์ที่ 3

4.ตัวอย่างการเปิดเผยข้อมูลในหมายเหตุประกอบงบการเงิน อาจแสดงได้ดังนี้

5.ตัวอย่างการแสดงรายการสินค้าคงเหลือในงบดุลกรณีงานก่อสร้าง

2.งานก่อสร้างระยะยาว
บริษัทรับรู้รายได้และกำไรจากงานก่อสร้างตามส่วนงานที่ทำเสร็จ ซึ่งคำนวณตามอัตราส่วนของต้นทุนของงานก่อสร้างที่เกิดขึ้นจริงในแต่ละปีเทียบกับต้นทุนงานก่อสร้างทั้งสิ้นที่ประมาณไว้

Estimating Inventory

ธันวาคม 10, 2007

การตีราคาสำหรับงานก่อสร้าง (Estimating Inventory)

งานก่อสร้างตามสัญญา หมายถึง งานก่อสร้างทรัพย์สิน หรืองานก่อสร้าง ส่วนประกอบต่าง ๆ ที่รวมกันเข้าเป็นหน่วยของทรัพย์สิน เช่น การสร้างสะพาน เขื่อน อาคาร หรือ อุปกรณ์ที่ซับซ้อน ซึ่งมีระยะเวลาการก่อสร้างตามสัญญาคาบเกี่ยวระหว่างรอบระยะเวลาบัญชี

วิธีปฏิบัติทางบัญชีสำหรับงานก่อสร้างตามสัญญา มี 2 วิธี คือ

1.วิธีบันทึกรายได้เมื่องานเสร็จตามสัญญา (Completed Contract Method) วิธีนี้รับรู้รายได้เมื่องานก่อสร้างเสร็จ หรือขั้นตอนสุดท้าย อันสำคัญของงานก่อสร้างได้กระทำเสร็จแล้วค่าใช้จ่ายและรายได้ที่เกิดขึ้นตลอดระยะเวลาการก่อสร้างจะบันทึกสะสมไว้ โดยยังไม่รับรู้เป็นรายได้จนกว่างานก่อสร้างแล้วเสร็จหรือเกือบจะ เสร็จสมบูรณ์เท่านั้น

ตัวอย่างที่ 4 บริษัทพิสิษฐ์ก่อสร้าง จำกัด รับเหมาก่อสร้างสะพานแห่งหนึ่งราคา 15,000,00 บาท กำหนดแล้วเสร็จภายใน 2 ปี รายการเกี่ยวกับการก่อสร้างมีดังนี้

25×1 ม.ค. 1 บริษัททำสัญญาพร้อมรับเงินงวดแรก 20% ของราคาตามสัญญา
บริษัทจ่ายค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างเป็นค่าวัตถุดิบ 2,000,000 บาท
ค่าแรงงาน 1,000,000 บาท
พ.ค. 15 ส่งบิลเรียกเก็บเงินงวดที่ 2 = 25%
มิ.ย. 1 บริษัทฯ รับเงินตามสัญญา งวดที่ 2
ธ.ค. 31 บริษัทจ่ายค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างดังนี้
ค่าวัสดุก่อสร้าง 3,000,000 บาท ค่าแรงงาน 1,800,000 บาท
25×2 มิ.ย. 1 ส่งบิลขอเก็บเงินงวดที่ 3 25 %
ก.ค. 31 ได้รับเงินงวดที่ 3 ตามบิลที่ส่งไปเรียกเก็บ
ส.ค. 31 บริษัท ฯ จ่ายค่าใช้จ่ายในการก่อสร้าง ดังนี้
ค่าวัตถุดิบ 2,500,000 บาท ค่าแรงงาน 1,700,000 บาท
ก.ย. 30 งานก่อสร้างแล้วเสร็จ
ต.ค. 15 บริษัทส่งมอบงานพร้อมรับเงินงวดสุดท้าย

การคำนวณกำไรจากการก่อสร้าง

ราคาตามสัญญา 15,000,000.- บาท
หัก ต้นทุนการก่อสร้าง :-
ค่าวัสดุ,วัตถุดิบ 7,500,000.-
ค่าแรงงาน 4,500,000.- 12,000,000.- บาท
กำไรจากการก่อสร้าง 3 ,000,000.- บาท

2.วิธีรับรู้รายได้ตามส่วนของงานที่ทำเสร็จ (Percentage of Completion Method)

ตัวอย่างที่ 5 บริษัทชลวิทย์ก่อสร้าง รับเหมาก่อสร้างบ้านพักข้าราชการ ระยะเวลา
การก่อสร้าง 4 ปีนับแต่วันที่ 1 มกราคม 25×1 โดยมีราคาตามสัญญา 15,000,000 บาท บริษัทคาดว่าจะใช้ต้นทุนในการก่อสร้างทั้งสิ้นประมาณ 12,000,000 บาท รายการเกี่ยวกับการก่อสร้างมีดังนี้

Gross Profit Method/Retail Inventory Method

ธันวาคม 10, 2007

การตีราคาสินค้าคงเหลือด้วยวิธีประมาณ

การตีราคาสินค้าคงเหลือด้วยวิธีประมาณ มีหลายวิธีแต่ในที่นี้ขอยกตัวอย่างเพียง 2 วิธีเท่านั้น วิธีการตีราคาสินค้าคงเหลือด้วยวิธีประมาณสามารถคำนวณราคาได้โดยประมาณจากยอดอัตรากำไรขั้นต้นและยอดราคาขายปลีก ดังรายละเอียดต่อไป

1.การตีราคาสินค้าคงเหลือตามวิธีอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Method)

วิธีอัตรากำไรขั้นต้นเป็นวิธีประมาณราคาสินค้าคงเหลือโดยใช้อัตรากำไรขั้นต้นเป็นเกณฑ์คำนวณ วิธีนี้จะไม่ใช้ในการตีราคาสินค้าคงเหลือปลายงวดเพื่อบันทึกในงบการเงิน เนื่องจากเป็นวิธีที่ประมาณการเท่านั้น ยังต้องมีการนับสินค้าที่มีอยู่จริงเปรียบเทียบกับเอกสารที่บันทึกไว้ กิจการจะใช้ราคาในการตีราคาสินค้าคงเหลือกรณีต่อไปนี้

  • ไม่มีรายละเอียดเกี่ยวกับสินค้าหรือสินค้าสูญหาย ไฟใหม้
  • เมื่อต้องการทราบราคาสินค้าคงเหลือ ณ วันใดวันหนึ่ง
  • เมื่อต้องการทดสอบราคาสินค้าคงเหลือที่คำนวณได้

ขั้นตอนการคำนวณ
ขั้นที่ 1 หาอัตรากำไรขั้นต้นถัวเฉลี่ยจากการดำเนินงานปีก่อน ๆ
ขั้นที่ 2 นำอัตรากำไรขั้นต้นไปคำนวณกำไรขั้นต้น
ขั้นที่ 3 นำกำไรขั้นต้นไปหักจากยอดขายจะได้ต้นทุนขาย
ขั้นที่ 4 นำต้นทุนขายไปหักออกจากราคาทุนของสินค้าที่มีไว้เพื่อขายทั้งสิ้นจะได้ราคาทุนของสินค้าคงเหลือโดยประมาณ

การคำนวณจะใช้อัตรากำไรขั้นต้น แบ่งออกเป็น 2 กรณี คือ
กรณีที่ 1. กำหนดอัตรากำไรขั้นต้นเป็นร้อยละของยอดขาย
กรณีที่ 2. กำหนดอัตรากำไรขั้นต้นเป็นร้อยละของยอดต้นทุนขาย

ตัวอย่างกรณีที่ 1. กำหนดอัตรากำไรขั้นต้นเป็นร้อยละของยอดขาย
บริษัทธนพร จำกัดตรวจนับสินค้าคงเหลือทุกวันที่ 31 ธันวาคมของทุกปีกิจการมีข้อมูลทางบัญชีดังต่อไปนี้

ขาย 30,800.-
รับคืนและส่วนลดจ่าย 1,750.-
สินค้าคงเหลือต้นงวด 3,600.-
ซื้อ 18,300.-
ส่งคืนสินค้า 560.-
ค่าขนส่งเข้า 200.-

ให้ทำ คำนวณหาราคาสินค้าคงเหลือ ในกรณี

กรณีอัตรากำไรขั้นต้น 40% ของค่าขายสุทธิ
กรณีอัตรากำไรขั้นต้น 60% ของต้นทุนขาย
การคำนวณกรณีที่ 1. อัตรากำไรขั้นต้น 40% ของค่าขายสุทธิ

2.การตีราคาสินค้าคงเหลือตามวิธีราคาขายปลีก ( Retail Inventory Method)

การตีราคาสินค้าคงเหลือตามวิธีราคาขายปลีกนี้ กิจการค้ามักจะตั้งราคาขายปลีกสินค้า โดยทั่วไป บวกกำไรเข้าไปในราคาทุนหรือที่เรียกว่า Markup เป็นอัตราร้อยละของราคาขาย และเมื่อกิจการต้องการลดราคาอาจจะลดเป็นอัตราร้อยละของราคาขายตามที่ห้างสรรพสินค้า ส่วนใหญ่มักประกาศลดราคาป้าย สำหรับการคำนวณราคาสินค้าคงเหลือโดยใช้ราคาขายปลีกนี้

กิจการสามารถใช้วิธีราคาขายปลีกประมาณราคาทุนของสินค้าคงเหลือในกรณีต่อไปน

  • ใช้คำนวณสินค้า ณ วันใดวันหนึ่ง โดยไม่ต้องทำการตรวจนับสินค้าคงเหลือที่มีอยู่จริงเพียงแต่ทราบราคาขายของสินค้าที่มีอยู่เพื่อขาย แล้วนำยอดขายไปหักจะได้สินค้าคงเหลือในราคาขายโดยคำนวณจากอัตราร้อยละของส่วนเพิ่มราคา
  • เมื่อมีการตรวจนับสินค้าไม่จำเป็นไม่จำเป็นต้องค้นหาราคาทุนในใบกำกับสินค้าเพียงแค่จดราคาจากป้ายราคาสินค้า ก็จะได้ราคาขายของสินค้าคงเหลือ
  • ราคาทุนของสินค้าคงเหลือตามวิธีราคาขายปลีก อาจใช้เปรียบเทียบกับจำนวนสินค้าคงเหลือที่ตรวจนับได้จริง เพื่อให้ทราบว่ามีสินค้าขาดหายหรือไม่

ขั้นตอนการคำนวณ
ขั้นที่ 1 คำนวณหาอัตราส่วนราคาทุนต่อราคาขายของสินค้าที่มีไว้เพื่อขาย
ขั้นที่ 2 คำนวณหาราคาสินค้าคงเหลือปลายงวดตามราคาขาย
ขั้นที่ 3 ปรับราคาสินค้าคงเหลือปลายงวดตามราคาขายมาเป็นราคาทุน
ตัวอย่าง ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งมีรายละเอียดทางบัญชีในวันสิ้นงวดดังต่อไปนี้
ราคาทุน ราคาขาย
สินค้าคงเหลือต้นงวด 12,000 18,000
ซื้อ 114,000 186,500
ค่าขนส่งเข้า 7,000 -
ส่งคืนและส่วนลดรับ 3,000 4,500
ขาย – 190,000
รับคืนและส่วนลดจ่าย – 3,000

ขั้นตอนการคำนวณ


Lower Of Cost Or Market Inventory Method

ธันวาคม 10, 2007

การตีราคาสินค้าคงเหลือด้วยวิธีราคาทุนหรือมูลค่าสุทธิที่จะได้รับที่ต่ำกว่า (Lower Of Cost Or Market Inventory Method)

คำว่า มูลค่าสุทธิที่จะได้รับ ตามที่กำหนดในมาตรฐานการบัญชีฉบับที่ 31 โดยสมาคมนักบัญชีและผู้สอบบัญชีรับอนุญาตแห่งประเทศไทย มิถุนายน 2546 มีดังนี้ มูลค่าสุทธิที่จะได้รับหมายถึง ราคาที่คาดว่าจะขายได้ตามปกติของธุรกิจหักด้วยต้นทุนส่วนเพิ่มที่จะผลิตเสร็จ (สำหรับสินค้าที่อยู่ระหว่างการผลิต) และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่จำเป็นต้องจ่ายเพื่อให้ขายสินค้านั้นได้

มูลค่าสุทธิที่จะได้รับของสินค้าคงเหลืออาจลดต่ำลงกว่าราคาต้นทุนของสินค้าคงเหลืออันเนื่องมาจากความเสียหาย ล้าสมัยหรือราคาขายลดลง หรือจำเป็นต้องเพิ่มต้นทุนการผลิต หรือต้นทุนอื่นเพื่อให้สินค้าคงเหลือขายได้

สรุป ราคาสินค้าคงเหลือด้วยวิธีราคาทุนมูลค่าสุทธิที่จะได้รับที่ต่ำกว่าคือ ราคาที่คาดว่าขายได้ตามปกติของธุรกิจหักด้วยต้นทุนส่วนเพิ่มที่ผลิตให้เสร็จหรือค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่จำเป็นต้องจ่าย เพื่อให้ขายสินค้านั้นได้ มูลค่าสุทธิที่ได้รับของสินค้าคงเหลือ อาจลดลงต่ำกว่าราคาต้นทุน การลดราคาสินค้าคงเหลือลงให้ต่ำกว่าราคาต้นทุน

การเปรียบเทียบราคาทุนกับมูลค่าสุทธิที่จะได้รับ แล้วแต่ราคาใดจะต่ำกว่า สามารถเปรียบเทียบได้ 2 วิธีคือ

ตัวอย่างที่ 3 กิจการแห่งหนึ่งมีข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าคงเหลือ ในวันที่ 31 ธันวาคม 25×1ดังนี้

ชนิดสินค้า ราคาทุน ราคาที่คาดว่าจะขายได้ ต้นทุนทำต่อจนเสร็จ
A 500 550.- 60.-
B 400 415.- 10.-
C 700 720.- 25.-
D 350 375.- 18.-
E 600 630.- 20.-

1.การเปรียบเทียบราคาทุนกับมูลค่าสุทธิที่จะได้รับแต่ละรายการ (Item by – Item Method)

สินค้าคงเหลือตามวิธีเปรียบเทียบแต่ละรายการมีราคา = 2,535.- บาท

การบันทึกบัญชีกรณีเปรียบเทียบแต่ละรายกา
เดบิต ผลขาดทุนจากการตีราคาสินค้าลดลง ( 2,550  2,535) 15.-
เครดิต ค่าเผื่อมูลค่าสินค้าลดลง 15.-

2.การเปรียบเทียบราคาทุนกับมูลค่าสุทธิที่จะได้รับด้วยยอดรวม (Total Method)

สินค้าคงเหลือตามวิธีเปรียบเทียบรวมมีราคา 2,550.- บาท

การบันทึกบัญชีกรณีเปรียบเทียบด้วยยอดรวม ราคาทุนคือ ราคาที่ต่ำกว่าจึงไม่ต้องบันทึกบัญชีบัญชีผลขาดทุนจากการตีราคาสินค้าลดลง จะเป็นค่าใช้จ่าย แสดงในงบกำไรขาดทุนส่วนบัญชีค่าเผื่อมูลค่าสินค้าลดลงแสดงเป็นรายการหักบัญชีสินค้าในงบดุล

การตีราคาสินค้าคงเหลือด้วยวิธีราคาทุน (Inventory Costs Method)

การตีราคาสินค้าคงเหลือด้วยราคาทุน
พยอม สิงห์เสน่ห์ (2540 : 7-40) กล่าวถึงราคาทุนของสินค้า (Inventory Costs) สำหรับกิจการที่ซื้อสินค้ามาขาย ราคาทุนของสินค้านั้นจะได้แก่ ราคาสินค้านั้น รวมค่าใช้จ่ายทั้งทางตรงและทางอ้อมเกี่ยวกับการซื้อและการขนส่งจนสินค้านั้นเข้ามาอยู่ในร้านพร้อมที่จะขายได้ ในกิจการที่ผลิตสินค้าขึ้นเองเพื่อจำหน่าย ราคาทุนของสินค้าที่ผลิตประกอบด้วยวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิต ค่าแรงงานโดยตรงในการผลิตและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ อันเกี่ยวกับการผลิตสินค้านั้น หรืออีกนัยหนึ่ง คือต้นทุนผลิตสินค้า ( Cost of Goods Manufactured) นั่นเอง

คำว่า ต้นทุนสินค้าคงเหลือ ตามที่กำหนดในมาตรฐานการบัญชีโดยสมาคมนักบัญชีและผู้สอบบัญชีรับอนุญาตแห่งประเทศไทย มิถุนายน 2546 มีดังนี้ ต้นทุนสินค้าคงเหลือประกอบด้วยต้นทุนทั้งหมดในการซื้อ ในการแปลงสภาพ และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นเพื่อให้สินค้าคงเหลือนั้นอยู่ในสภาพที่เป็นอยู่ปัจจุบัน ต้นทุนในการซื้อประกอบด้วย ราคาซื้อ อากรขาเข้า และภาษีอื่น รวมทั้งค่าขนส่ง ค่าขนถ่าย และค่าใช้จ่ายอื่น ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับการซื้อสินค้าสำเร็จรูป วัตถุดิบและบริการ
สรุป ราคาทุน (Cost) หมายถึง ราคาสินค้าบวกด้วยค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการซื้อสินค้านั่นเอง การตีราคาสินค้าคงเหลือด้วยวิธีราคาทุนแบ่งออกเป็น

1. การตีราคาสินค้าคงเหลือวิธีราคาทุนที่แท้จริง (Specific Identification Method) วิธีนี้ใช้ราคาทุนที่แท้จริงของสินค้าที่คงเหลืออยู่เป็นราคาที่คำนวณปกติ วิธีนี้จะเหมาะกับกิจการประเภทที่มีสินค้าราคาสูงและมีจำนวนคงเหลือไม่มาก เช่น รถยนต์ เครื่องจักรเป็นต้น ซึ่งสามารถชี้เฉพาะได้ว่าได้มาด้วยราคาทุนเท่าใด

ตัวอย่าง กิจการมีรถยนต์คงเหลือในวันสิ้นงวดจำนวน 5 คันราคาตามใบกำกับสินค้าที่ซื้อ มีดังนี้ 3 คัน ราคาทุนคันละ 650,000 บาท และอีก 2 คันราคาทุนคันละ 680,000 บาท

การคำนวณ สินค้าคงเหลือมีราคา = (650,000 x 3) + (680,000 x 2)
= 1,950,000 + 1,360,000
ราคาสินค้าคงเหลือ = 3,130,000 บาท

2.การตีราคาสินค้าคงเหลือวิธีถัวเฉลี่ยแบบง่าย (Simple Average Method)

วิธีนี้ใช้ได้กับการบันทึกสินค้าแบบ Periodic Inventory Method คือใช้ราคาทุนต่อหนึ่งหน่วยของสินค้าคงเหลือต้นงวดบวกกับราคาทุนต่อหนึ่งหน่วยของการซื้อแต่ละครั้งในงวดบัญชีนั้น แล้วนำมาถัวเฉลี่ยกันเป็นราคาทุนถัวเฉลี่ยของสินค้าคงเหลือปลายงวด

ตัวอย่าง 1 รายการสินค้าคงเหลือเมื่อ 1 มกราคม 25×1 และรายการซื้อสินค้าระหว่างเดือนมกราคม 25×1 มีดังนี้

25×1 ม.ค. 1 สินค้าคงเหลือยกมา 30 หน่วย @ 10.- บาท
5 ขาย 10 “ 16.- บาท
8 ซื้อ 30 “ 11.- บาท
10 ซื้อ 20 “ 12.- บาท
15 ขาย 20 “ 18.- บาท
20 ซื้อ 10 “ 11.- บาท
25 ขาย 20 “ 18.- บาท

การคำนวณ
สินค้าคงเหลือ 31 ม.ค. 25×1 = (30+30+20+10) – (10+20+20)
= 90 – 50
= 40 หน่วย

3.การตีราคาสินค้าคงเหลือวิธีถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก (Weighted Average Method)

การตีราคาวิธีนี้ใช้ได้กับการบันทึกสินค้าคงเหลือแบบ (Periodic Inventory) โดยคำนวณหาราคาทุนถัวเฉลี่ยต่อหน่วยดังนี้

4.การตีราคาสินค้าคงเหลือด้วยราคาทุนเฉลี่ยเคลื่อนที่ (Moving Average Method)

วิธีนี้กิจการบันทึกบัญชีสินค้าแบบ Perpetual Inventory Method ได้วิธีเดียวและการคำนวณหาราคาทุนของสินค้าต่อหน่วยทุกครั้งที่มีการซื้อเกิดขึ้นโดยวิธีถัวเฉลี่ยระหว่างราคาทุนที่มีอยู่ก่อนกับราคาทุนที่ซื้อมาใหม่

ราคาสินค้าคงเหลือ = 40 x 11 = 440 บาท
ต้นทุนสินค้าที่ขาย = 980 – 440 = 540 บาท

5.การตีราคาสินค้าคงเหลือด้วยวิธีซื้อก่อนขายก่อน (First-In , First – Out) Or FIFO วิธีนี้ใช้ได้กับการบันทึกสินค้าทั้งแบบ Periodic Inventory Method และ Perpetual Inventory Method โดยถือว่าจำนวนสินค้าที่ซื้อมาก่อนนำออกขายก่อน จำนวนที่ซื้อมาครั้งหลังนำออกขายในครั้งต่อ ๆ ไป สินค้าคงเหลือเป็นสินค้าที่ซื้อมาในครั้งหลังสุด

ตัวอย่างที่ 2
25×1 ธ.ค. 1 สินค้าคงเหลือยกมา 200 หน่วย @ 20.- บาท
4 ขายสินค้า 150 “ 26.- บาท
7 ซื้อสินค้า 300 “ 24.- บาท
9 ขายสินค้า 200 “ 30.- บาท
15 ซื้อสินค้า 150 “ 22.- บาท
20 ขายสินค้า 200 “ 24.- บาท
30 ซื้อสินค้า 250 “ 32.- บาท

  • กรณีกิจการบันทึกสินค้าแบบ (Periodic Inventory Method)
    สินค้ามีอยู่ทั้งสิ้น = 200 + 300 +150 + 200 = 850 หน่วย
    สินค้าที่ขายไปทั้งสิ้น = 150 + 200 + 250 = 600 หน่วย
    สินค้าคงเหลือ = 850  650 = 250 หน่วย
    สินค้าคงเหลือ 250 หน่วย มีราคาดังนี้
    200 หน่วย @ 24.- เป็นราคา 4,800.- บาท
    50 หน่วย @ 22.- เป็นราคา 1,100.- บาท
    ราคาสินค้าคงเหลือ = 5,900.- บาท
  • กิจการบันทึกสินค้าแบบ (Perpetual Inventory Method)

ราคาสินค้าคงเหลือ = 5,900.- บาท

6.การตีราคาสินค้าคงเหลือด้วยวิธีซื้อหลังขายก่อน (Last-In , First – Out) Or LIFO
วิธีนี้ใช้ได้กับการบันทึกสินค้าทั้งแบบสิ้นงวดและแบบต่อเนื่อง โดยถือว่าจำนวนสินค้าที่ซื้อมาก่อนนำออกขายทีหลังและ จำนวนที่ซื้อมาครั้งหลังนำออกขายก่อนสินค้าคงเหลือเป็นสินค้าที่ซื้อมาในครั้งแรกสุด ปัจจุบันวิธีLifoนี้ไม่นิยมใช้

  • กรณีกิจการบันทึกสินค้าแบบ (Periodic Inventory Method) สินค้าคงเหลือ 250 หน่วย มีราคาดังนี้
    200 หน่วย @ 20.- เป็นราคา 4,000.- บาท
    50 หน่วย @ 24.- เป็นราคา 1,200.- บาท
    ราคาสินค้าคงเหลือ = 5,200.- บาท
  • กรณีกิจการบันทึกสินค้าแบบ (Perpetual Inventory Method)

ราคาสินค้าคงเหลือ = 5,600.-

หลักการตีราคาสินค้าคงเหลือ (Inventory Valuation)

การตีราคาสินค้าคงเหลือ วิธีการตีราคาสินค้าคงเหลือ จรัญ ตันมา (2548 : 127) กล่าวถึงวิธีการตีราคาสินค้าเพื่อกำหนดราคาสินค้าคงเหลือปลายงวดมี 3 วิธีคือ

1. การตีราคาสินค้าคงเหลือด้วยราคาทุน (Cost Method)
2. การตีราคาสินค้าคงเหลือด้วยราคาทุนหรือตลาดแล้วแต่อย่างใดจะต่ำกว่า (The Lower of Cost of Market Inventory Method)
3.การตีราคาสินค้าคงเหลือด้วยวิธีการประมาณราคา (Estimated Inventory Method)

ตามที่กำหนดในมาตรฐานการบัญชีฉบับที่ 31 เรื่องสินค้าคงเหลือ โดยสมาคมนักบัญชีและผู้สอบบัญชีรับอนุญาตแห่งประเทศไทย มิถุนายน 2546 มีดังนี้ “สินค้าคงเหลือควรตีตามราคาทุนหรือมูลค่าสุทธิที่จะได้รับแล้วแต่อย่างใดจะต่ำกว่า”

สรุป การตีราคาสินค้าคงเหลือปลายงวดมีการตีราคาหลายวิธี โดยเลือกวิธีที่เหมาะสมกับกิจการ การตีราคาสินค้าคงเหลือด้วยวิธีแตกต่างกันจะทำให้ราคาแตกต่างกันไปด้วย ทำให้มีผลกระทบต่อการคำนวณต้นทุนขาย กำไรขั้นต้น และกำไรสุทธิของกิจการ รวมทั้งมีผลทำให้แสดงรายการในงบการเงินด้วยมูลค่าที่แตกต่างกัน อย่างไรก็ตามมาตรฐานการบัญชีได้เปิดโอกาสให้กิจการเลือกปฏิบัติได้ อาจคำนวณด้วยวิธีใดก็ได้แล้วแต่ความเหมาะสมของธุรกิจของตน การตีราคาสินค้าคงเหลือมีหลักการตีราคาหลายวิธีดังรายละเอียดต่อไปนี้

การบันทึกบัญชีเกี่ยวกับสินค้าคงเหลือ แบ่งออกเป็น 2 วิธี

1. วิธีบันทึกเมื่อสิ้นงวด (Periodic Inventory Method) วิธีนี้จะมีการบันทึกบัญชีเกี่ยวกับการซื้อสินค้า การส่งคืนสินค้า การรับคืนสินค้า ส่วนลด และค่าขนส่งสินค้าเมื่อซื้อไว้ในแต่ละบัญชี เช่น เมื่อมีการซื้อสินค้ากิจการบันทึกบัญชีซื้อสินค้าและเมื่อกิจการมีรายการส่งคืนสินค้าจะบันทึกบัญชีส่งคืนสินค้าเป็นต้น สินค้าแสดงยอดคงเหลือต้นงวดและในระหว่างงวดบัญชีสินค้าจะไม่มีความเคลื่อนไหว เมื่อสิ้นงวดกิจการจะทำการตรวจนับสินค้าคงเหลือที่มีอยู่จริง จะรู้จำนวนสินค้าคงเหลือก็ต่อเมื่อได้ทำการตรวจนับในวันสิ้นงวดบัญชี วิธีนี้จะไม่มีการตรวจรายละเอียดของสินค้าที่ซื้อได้ ดังนั้นเมื่อขายจะมีรายการขายเท่านั้น ไม่ทราบยอดคงเหลือของสินค้า จึงต้องใช้วิธีการตรวจนับสินค้าและตีราคาเพื่อบันทึกสินค้าปลายปี วิธีนี้เหมาะกับกิจการธุรกิจที่มีปริมาณสินค้าจำนวนไม่มากสามารถตรวจนับได้

2.วิธีบันทึกแบบต่อเนื่อง (Perpetual Inventory Method) วิธีนี้จะบันทึกบัญชีสินค้า
คงเหลือทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงในจำนวนและต้นทุนของสินค้า เช่นเมื่อซื้อสินค้ากิจการบันทึกบัญชีสินค้าเมื่อมีการส่งคืนสินค้า จะบันทึกบัญชีสินค้า และเมื่อขายกิจการจะบันทึกบัญชีต้นทุนสินค้าที่ขายทุกครั้งโดยโอนบัญชีต้นทุนสินค้าจากบัญชีสินค้าคงเหลือไปยังบัญชีต้นทุนขาย บัญชีต้นทุนขายจะแสดงยอดต้นทุนของสินค้าที่ขายไประหว่างงวด และบัญชีสินค้าคงเหลือจะแสดงราคาทุนของสินค้าคงเหลือที่เหลืออยู่ ณ วันใดวันหนึ่ง วิธีนี้ในระหว่างงวดบัญชีสินค้าจะเคลื่อนไหวตลอดเวลาในวันสิ้นงวดบัญชี จึงสามารถทราบราคาสินค้าคงเหลือปลายงวดในราคาทุนได้ทันที
วิธีนี้เหมาะสำหรับกิจการที่มีจำนวนสินค้าในปริมาณมาก

ความหมายของสินค้าคงเหลือและประเภทของสินค้าคงเหลือ

1.ความหมายของสินค้าคงเหลือ

คำว่า สินค้าคงเหลือ ตามที่กำหนดในมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 31 โดยสมาคม นักบัญชีและผู้สอบบัญชีรับอนุญาตแห่งประเทศไทย มิถุนายน 2546 ได้ให้คำนิยามดังนี้

สินค้าคงเหลือ (Inventory) หมายถึงทรัพย์สิน ซึ่ง

(ก) กิจการมีไว้เพื่อขายตามลักษณะการประกอบธุรกิจโดยปกติ
(ข) อยู่ในระหว่างกระบวนการผลิตเพื่อให้เป็นสินค้าสำเร็จรูป
(ค) มีไว้เพื่อใช้ในการผลิตสินค้าหรือบริการ

จากความหมายข้างต้นสรุปได้ว่าสินค้าคงเหลือมีส่วนประกอบอันสำคัญได้แก่ สินค้าสำเร็จรูป งานระหว่างทำหรือสินค้าระหว่างผลิต ซึ่งรวมไปด้วย วัตถุดิบ วัสดุที่ใช้ในการผลิต สินค้าคงเหลือเป็นสินทรัพย์ประเภทหมุนเวียนของกิจการ ที่มีไว้เพื่อขายในการประกอบธุรกิจตามปกติและมีไว้เพื่อใช้ในการผลิตสินค้าหรือบริการเพื่อขายต่อไป ดังนั้นจึงมีการแบ่งประเภทของสินค้าคงเหลือดังจะกล่าวต่อไป

2.ประเภทของสินค้าคงเหลือ

สินค้าคงเหลือ เป็นสินทรัพย์ชนิดหนึ่งซึ่งอยู่ในประเภทสินทรัพย์หมุนเวียนของกิจการที่มีไว้เพื่อขายหรือใช้ในการผลิต สินค้าคงเหลือสามารถแบ่งตามประเภทของธุรกิจได้ 3 ประเภท คือ

  • ธุรกิจพาณิชยกรรมหรือธุรกิจที่ซื้อสินค้ามาขาย สินค้าคงเหลือ หมายถึงสินค้าสำเร็จรูปซึ่งกิจการซื้อมาขายไปโดยมีราคาทุนเท่ากับราคาซื้อบวกค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการจัดซื้อรวมทั้งภาษีและการขนส่งสินค้าเข้ามาเพื่อให้สินค้านั้นอยู่ในสภาพพร้อมที่จะขายได้
  • ธุรกิจอุตสาหกรรมหรือธุรกิจที่ผลิตสินค้าเพื่อขาย สินค้าคงเหลือ หมายถึง สินค้าสำเร็จรูป งานระหว่างทำ หรือสินค้าระหว่างผลิต วัตถุดิบและวัสดุใช้ในการผลิต โดยมีต้นทุนผลิตสินค้าประกอบด้วยต้นทุน วัตถุดิบทางตรงที่ใช้ในการผลิต และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับการผลิตสินค้านั้น
  • ธุรกิจประเภทให้บริการ สินค้าคงเหลือ หมายถึง งานให้บริการโดยมีต้นทุนงานให้บริการประกอบด้วยค่าแรงงานและค่าใช้จ่ายอื่นที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการ

สรุป สินค้าคงเหลือเป็นสินทรัพย์หมุนเวียนประกอบด้วยสินค้าที่ซื้อถือไว้เพื่อขาย สินค้าสำเร็จรูป และต้นทุนงานให้บริการ สินค้าสำเร็จรูปจะรวมทั้งงานระหว่างทำ วัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตด้วย สินค้าคงเหลือควรเป็นสินค้าที่กรรมสิทธิ์ในสินค้าเป็นของกิจการเท่านั้น ไม่เฉพาะสินค้าที่คงเหลืออยู่ในกิจการและยังไม่ได้ขายออกไป นอกจากนี้ยังรวมถึงสินค้าระหว่างทาง สินค้าฝากขายและสินค้าที่ขายตามสัญญาผ่อนชำระ ในกิจการจำหน่ายสินค้า สินค้าคงเหลือหมายถึง สินค้าสำเร็จรูปหรือสิ่งของที่กิจการมีไว้เพื่อขายและหากำไรต่อไป ส่วนในกิจการผลิต สินค้าคงเหลือประกอบด้วย สินค้าสำเร็จรูป สินค้าระหว่างผลิต วัตถุดิบ และวัสดุโรงงาน งานระหว่างทำ เป็นต้น