คลิ๊กเพื่อเปิดหน้าแบบฝึกหัด

การบัญชีเกี่ยวกับหนี้สูญได้รับคืน

คำว่า หนี้สูญได้รับคืน ตามที่กำหนดในมาตรฐานการบัญชีฉบับที่ 11 โดยสมาคมนักบัญชีและผู้สอบบัญชีรับอนุญาตแห่งประเทศไทย มิถุนายน 2546 กล่าวว่าในบางรอบระยะเวลาบัญชี กิจการอาจได้รับชำระหนี้จากลูกหนี้ที่ได้จำหน่ายเป็นหนี้สูญไปแล้ว วิธีการบัญชีอาจกระทำได้โดยถือเอาเงินที่ได้รับเป็นรายได้อื่น หรือนำไปเพิ่มบัญชีค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญหรือ ถ้าหากลูกหนี้ที่จำหน่ายเป็นสูญแล้วชำระหนี้ให้กิจการ การลงบัญชีกลับรายการเดิมโดยการตั้งบัญชีลูกหนี้รายนั้นขึ้นใหม่และเพิ่มบัญชีค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญด้วยจำนวนเดียวกันโดยถือเสมือนหนึ่งว่า ไม่เคยจำหน่ายลูกหนี้นั้นเป็นสูญมาก่อนและลงรายการชำระเงินที่ได้รับนั้นเป็นการชำระหนี้ตามปกติ โดยมีการบันทึกบัญชีดังต่อไปนี้

1.กรณีการตัดจำหน่ายหนี้สูญเป็นไปตามกฎหมายภาษีอากร

กิจการบันทึกการตั้งบัญชีลูกหนี้ขึ้นใหม่ โดยบันทึก
เดบิต ลูกหนี้ xxx
เครดิต หนี้สูญได้รับคืน xxx

กิจการบันทึกการรับชำระหนี้ โดยบันทึก
เดบิต เงินสด xxx
เครดิต ลูกหนี้ xxx

วิธีนี้บัญชีหนี้สูญได้รับคืนเป็นรายได้ นำไปแสดงในงบกำไรขาดทุนในหัวข้อรายได้อื่น

2.กรณีการตัดจำหน่ายหนี้สูญมิได้เป็นไปตามกฎหมายภาษีอากร

กิจการบันทึกกลับรายการที่บันทึกตอนตัดจำหน่ายบัญชีลูกหนี้คือ
เดบิต ลูกหนี้ xxx
เครดิต ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ xxx

บันทึกการรับชำระหนี้โดย

เดบิต เงินสด xxx
เครดิต ลูกหนี้ xxx

การประมาณหนี้สงสัยจะสูญและการตัดจำหน่ายหนี้สูญ

การประมาณหนี้สงสัยจะสูญมีวิธีการปฏิบัติดังนี้

1. การประมาณหนี้สงสัยจะสูญ มาตรฐานการบัญชีฉบับที่ 11 กำหนดว่ากิจการควรใช้วิธีการประมาณหนี้สงสัยจะสูญที่เหมาะสมกับลักษณะลูกหนี้ของกิจการ ซึ่งวิธีการประมาณหนี้สงสัยจะสูญที่นิยมใช้มีดังต่อไปนี้

  • คำนวณเป็นร้อยละของยอดขาย (Percentage Of Sales) วิธีนี้กิจการต้องวิเคราะห์จากประสบการณ์ที่ผ่านมาเกี่ยวกับลูกหนี้ที่เก็บไม่ได้เทียบเป็นอัตราส่วนกับยอดขาย ยอดขายแบ่งออกเป็นยอดขายรวม และยอดขายเชื่อแล้วแต่กิจการจะใช้ยอดขายลักษณะใดขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของกิจการ
  • คำนวณเป็นร้อยละของยอดลูกหนี้ (Percentage Of Outstanding Receivable) วิธีนี้เป็นวิธีที่ให้ความสำคัญต่อความถูกต้องของมูลค่าลูกหนี้ในงบดุลเป็นหลักมากกว่าจะคำนึงถึงการเปรียบเทียบรายได้และค่าใช้จ่ายเช่นวิธีคำนวณจากยอดขาย วิธีนี้กิจการต้องวิเคราะห์จากประสบการณ์ที่ผ่านมา เพื่อประมาณอัตราร้อยละของยอดลูกหนี้ที่คาดว่าจะเก็บไม่ได้ต่อยอดลูกหนี้ที่ค้าง ณ วันสิ้นงวด วิธีนี้สามารถทำได้ 2 วิธีเช่น
    วิธีที่ 1 คำนวณเป็นร้อยละของยอดลูกหนี้สำหรับลูกหนี้ทั้งหมดคงที่
    วิธีที่ 2 คำนวณโดยเป็นจัดกลุ่มลูกหนี้จำแนกตามอายุของหนี้ค้างชำระ หากค้างชำระนานจะมีโอกาสหนี้สงสัยจะสูญสูงกว่า วิธีนี้จะยุ่งยากสำหรับกรณีที่กิจการมีลูกหนี้จำนวนมากรายดังนั้นจึงคำนวณอัตราร้อยละสูงกว่ายอดลูกหนี้ที่เริ่มค้างชำระเกินกำหนด ลูกหนี้ค้างชำระนานมีโอกาสไม่ชำระหนี้มากกว่าลูกหนี้ที่เริ่มเกิดไม่ว่าจะเป็นการประมาณหนี้สงสัยจะสูญวิธีใด กิจการควรทบทวนอัตราร้อยละที่ใช้เพื่อให้การประมาณในจำนวนที่ใกล้เคียงความเป็นจริงให้มากที่สุด

ตัวอย่าง การประมาณหนี้สงสัยจะสูญโดยคำนวณเป็นร้อยละของยอดขาย
สมมติ กิจการมีประสบการณ์จากลูกหนี้ที่เรียกเก็บไม่ได้เฉลี่ยแล้วประมาณ 2 % ของยอดขายเชื่อ หากในปี 25×1 กิจการมียอดขายเชื่อ 50,000 บาทการบันทึกรายการปรับปรุงเกี่ยวกับหนี้ที่คาดว่าจะเก็บไม่ได้ ณ วันสิ้นปี 25×1 จะเป็นดังนี้

เดบิต หนี้สงสัยจะสูญ 1,000
เครดิต ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ 1,000
(คำนวณ 50,000 × 2 % = 1,000 บาท )

ข้อสังเกต วิธีนี้ไม่ว่าจะใช้ยอดขายรวมหรือขายเชื่อก็ตามจะไม่คำนึงถึงยอดคงเหลือที่มีอยู่ก่อนการบันทึกรายการปรับปรุงเมื่อสิ้นปี

ตัวอย่าง การประมาณหนี้สงสัยจะสูญโดยคำนวณเป็นร้อยละของยอดลูกหนี้
สมมติ กิจการมียอดค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญยกมา จำนวน 900 บาทระหว่างปีกิจการขายสินค้าเป็นเงินเชื่อ จำนวน 100,000 บาท กิจการคาดว่าจะมีหนี้ที่เรียกเก็บไม่ได้ 2%ของยอดลูกหนี้ดังนั้นจะบันทึกบัญชี ณ วันสิ้นปีกิจการจะปรับปรุงบัญชีดังนี้

เดบิต หนี้สงสัยจะสูญ 1,100
เครดิต ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ 1,100
(คำนวณ 100,000 × 2 % = 2,000 – 900 = 1,100 บาท)

วิธีนี้จะต้องนำมาเปรียบเทียบกับจำนวนค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญก่อนปรับปรุงหากจำนวนที่คำนวณได้มากกว่าจะต้องเพิ่มจำนวนค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ แต่หากน้อยกว่าจะต้องตัดทิ้งเนื่องจากบัญชีค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญมีเกินความต้องการ

จากตัวอย่างเดิม หากกิจการมียอดค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญยกมาจำนวน 2,500 บาท กิจการจะปรับปรุงดังนี้

เดบิต ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ 500
เครดิต หนี้สงสัยจะสูญ 500
(คำนวณ 100,000 × 2 % = 2,000 – 2,500 = – 500) บาทยอดติดลบจะลดยอดบัญชีค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ

เดบิต หนี้สงสัยจะสูญ 8,500
เครดิต ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ 8,500

เดบิต ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ 500
เครดิต หนี้สงสัยจะสูญ 500
(คำนวณ 100,000 × 2 % = 2,000 – 2,500 = – 500) บาท

การประมาณหนี้สงสัยจะสูญชนิดนี้จะพิจารณาลูกหนี้แต่ละราย และเป็นวิธีที่เน้นการแสดงลูกหนี้ในมูลค่าที่คาดว่าจะได้รับวิธีนี้จะทำให้ยอดลูกหนี้ที่คาดว่าจะได้รับถูกต้อง เพราะนำลูกหนี้มาพิจารณา อย่างไรก็ตามวิธีนี้จะทำได้ยากเพราะถ้ากิจการมีลูกหนี้จำนวนมาก
สรุป บัญชีหนี้สงสัยจะสูญที่แสดงเป็นยอดด้าน เครดิตตามมาตรฐานการบัญชีที่ 11 ให้นำรายการหนี้สงสัยจะสูญนี้ แสดงเป็นรายการหักภายใต้หัวข้อค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานในงบกำไรขาดทุน

2.การตัดจำหน่ายหนี้สูญ มีวิธีการปฏิบัติดังต่อไปนี้

  • เมื่อมีการทวงถามหนี้จนถึงที่สุด และกิจการได้ดำเนินการตามเงื่อนไขที่กำหนดในกฎหมายภาษีอากรแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้รับชำระหนี้และหนี้สูญนั้นเข้าเกณฑ์ที่จะถือเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิตามกฎหมายภาษี มาตรฐานการบัญชีฉบับที่ 11 ได้กำหนดให้กิจการตัดจำหน่ายบัญชีลูกหนี้เป็นหนี้สูญและให้ลดจำนวนค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ การบันทึกบัญชีจะเป็นดังนี้

    เดบิต หนี้สูญ xxx
    เครดิต ลูกหนี้ xxx
    (บันทึกการตัดยอดลูกหนี้เป็นหนี้สูญ)

    เดบิต ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ xxx
    เครดิต หนี้สงสัยจะสูญ xxx
    (บันทึกการลดยอดค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญเท่ากับยอดที่ตัดเป็นหนี้สูญ)

    ข้อสังเกต เดบิตบัญชีหนี้สูญและเครดิตบัญชีหนี้สงสัยจะสูญเป็นยอดที่เท่ากันจึงไม่กระทบรายการค่าใช้จ่ายของงวดที่ตัดจำหน่ายเป็นหนี้สูญและไม่ได้ทำให้มูลค่าตามบัญชีของลูกหนี้เปลี่ยนไป

  • รณีที่คาดหมายได้ค่อนข้างแน่นอนว่าจะไม่ได้รับชำระหนี้ แต่ยังตัดเป็นหนี้สูญตามกฎหมายภาษีอากรไม่ได้ มาตรฐานการบัญชีฉบับที่ 11 ระบุว่ากรณีนี้กิจการอาจตัดจำหน่ายลูกหนี้เป็นหนี้สูญทางบัญชีได้โดยบันทึกดังนี้

    เดบิต ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ xxx
    เครดิต ลูกหนี้ xxx

การบัญชีเกี่ยวกับลูกหนี้ที่เก็บเงินไม่ได้

1.การบันทึกบัญชีเกี่ยวกับลูกหนี้ที่เก็บเงินไม่ได้ การบันทึกบัญชีจะใช้มูลค่าของหนี้ที่ค้างชำระเมื่อถึงกำหนด ซึ่งอาจจะมีลูกหนี้บางรายไม่ชำระหนี้ กรณีเช่นนี้ทำให้มูลค่าของลูกหนี้ที่แสดงในงบดุลไม่ตรงกับความเป็นจริงลูกหนี้ที่เก็บไม่ได้ควรเป็นค่าใช้จ่ายที่ทำให้รายได้ของกิจการลดลงมีผลกระทบต่อส่วนของเจ้าของ ขณะเดียวกันยอดที่แสดงในงบดุลควรจะลดยอดลงด้วยจำนวนดังกล่าวด้วยการบันทึกบัญชีลูกหนี้ที่เก็บไม่ได้มีวิธีปฏิบัติ 2 วิธีคือ

  • วิธีตัดจำหน่ายโดยตรง (Direct Write- Off Method)
    วิธีนี้จะไม่มีการประมาณค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับลูกหนี้ที่เก็บไม่ได้ในปีที่มีการขายแต่จะบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายในปีที่เรียกเก็บไม่ได้จริง โดยบันทึกบัญชีดังนี้
    เดบิต หนี้สูญ xxx
    เครดิต ลูกหนี้ xxx
    กิจการจะบันทึกบัญชีเป็นหนี้สูญซึ่งเป็นค่าใช้จ่าย คำว่าหนี้สูญมีความหมายดังต่อไปนี้หนี้สูญ (Bad Debt) หมายถึง ลูกหนี้ที่ได้ติดตามทวงถามจนถึงที่สุดแล้ว แต่ไม่ได้รับชำระหนี้ และได้ตัดจำหน่ายออกจากบัญชี บัญชีหนี้สูญเป็นบัญชีประเภทค่าใช้จ่ายนำไปแสดงในงบกำไรขาดทุนภายใต้หัวข้อค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน
    วิธีนี้เป็นวิธีตัดจ่ายโดยตรงเป็นวิธีที่สะดวกในทางปฏิบัติแต่ไม่สอดคล้องกับหลักการบัญชีที่รับรองโดยทั่วไปในเรื่องเปรียบเทียบรายได้กับค่าใช้จ่ายที่ก่อให้เกิดรายได้ในรอบระยะเวลาในบัญชีเดียวกันและมูลค่าลูกหนี้ที่แสดงในงบดุลไม่ได้แสดงมูลค่าของลูกหนี้ที่คาดว่าจะเก็บเงินได้ วิธีนี้จึงเป็นวิธีที่ไม่เหมาะสมแต่อาจใช้ในกรณีที่จำนวนเงินเรียกเก็บไม่ได้นั้นมีจำนวนน้อยหรือไม่มีนัยสำคัญ
  • วิธีตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ (Allowance Method) วิธีนี้มีแนวคิดว่าค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับหนี้ที่เก็บไม่ได้ควรบันทึกในรอบระยะเวลาบัญชีเดียวกับที่มีรายได้จากการขาย และเพื่อให้สอดคล้องกับหลักการจับคู่รายได้กับค่าใช้จ่ายเพื่อให้มูลค่าของลูกหนี้ปรากฏในงบดุลแสดงมูลค่าที่ใกล้เคียงกับมูลค่าที่คาดว่าจะเรียกเก็บเงินได้ วิธีนี้ในวันสิ้นงวดจะมีการประมาณจำนวนลูกหนี้ที่คาดว่าจะเก็บเงินไม่ได้แล้วบันทึกรายการปรับปรุงเพื่อรับรู้เป็นค่าใช้จ่าย โดยบันทึกบัญชีดังนี้
    เดบิต หนี้สงสัยจะสูญ xxx
    เครดิต ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ xxx
    คำว่า หนี้สงสัยจะสูญและค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ ตามที่กำหนดในมาตรฐานการบัญชีฉบับที่ 11 โดยสมาคมนักบัญชีและผู้สอบบัญชีรับอนุญาตแห่งประเทศไทย มิถุนายน 2546 มีความหมายดังนี้

    • หนี้สงสัยจะสูญ (Doubtful Accounts) หมายถึง ลูกหนี้ที่คาดว่าเรียกเก็บ
      ไม่ได้และถือว่าเป็นค่าใช้จ่ายของรอบระยะเวลาบัญชีนั้น
    • ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ (Allowance for Doubtful Accounts) หมายถึงจำนวนเงินที่กันไว้สำหรับลูกค้าที่คาดว่าจะเรียกเก็บไม่ได้ถือเป็นบัญชีปรับมูลค่า (Valuation Account)ที่ตั้งขึ้นเพื่อ แสดงเป็นรายการหักจากบัญชีลูกหนี้ ในงบการเงิน เพื่อให้คงเหลือเป็นมูลค่าสุทธิของลูกหนี้ที่คาดหมายว่าจะเก็บได้
    • บัญชีหนี้สงสัยจะสูญเป็นบัญชีประเภทค่าใช้จ่ายนำไปแสดงในงบกำไรขาดทุนภายใต้หัวข้อค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานส่วนบัญชีค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญเป็นบัญชีปรับมูลค่านำไปหักออกจากบัญชีลูกหนี้ในงบดุล วิธีนี้ต้องมีการมีการประมาณหนี้สงสัยจะสูญและอาจมีการตัดจำหน่ายหนี้สูญในภายหลัง

การกำหนดมูลค่าลูกหนี้และการบันทึกบัญชีลูกหนี้

1.การกำหนดมูลค่าลูกหนี้ เมื่อกิจการขายสินค้าและบริการควรจะรับรู้รายการและบันทึกบัญชีลูกหนี้ ณ วันใดด้วยจำนวนเงินเท่าใดขึ้นอยู่กับกำหนดเวลาที่ส่งมอบสินค้าหรือบริการและมูลค่าที่จะเกิดกับลูกค้าดูได้จากเอกสารคือใบกำกับสินค้า ในการกำหนดมูลค่าลูกหนี้ที่จะบันทึกควรพิจารณาถึงส่วนลด (Discounts) ซึ่งแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทคือ

  • ส่วนลดการค้า (Trade Discounts) คือ ส่วนลดที่ลดทันที ณ ที่ตกลงซื้อขายสินค้า กิจการจะให้ส่วนลดการค้านี้เพื่อจูงใจให้ลูกค้าซื้อสินค้าในปริมาณที่มาก โดยใช้กลยุทธ์ในด้านส่วนลดการค้า และจะกำหนดไว้เป็นอัตราร้อยละของราคาขาย เป็นอัตราเดียวหรือหลายอัตราก็ได้ เมื่อตกลงซื้อขายกันโดยให้ส่วนลดการค้ากับลูกค้า กิจการจะส่งใบแจ้งหนี้ไปให้ลูกค้าอีกครั้งหนึ่งด้วยจำนวนสุทธิหลังจากหักส่วนลดการค้าแล้ว
  • ส่วนลดเงินสด (Cash Discounts หรือ Sales Discounts) คือ ส่วนลดที่ให้แก่ลูกค้าเมื่อลูกค้านำเงินมาชำระภายในเวลาที่กำหนดไว้ตามเงื่อนไขเช่น 2/10, n/30 หมายความว่าจะให้ส่วนลด 2 % ถ้าชำระเงินภายใน 10 วันจากระยะเวลาที่ให้เครดิต 30 วันการค้าแล้ว

2.การบันทึกบัญชี

  • การบันทึกบัญชีกรณีได้รับส่วนลดการค้า จะบันทึกราคาลูกหนี้หักส่วนลดทันทีดังตัวอย่างต่อไปนี้
    ตัวอย่าง สมมติว่ากิจการขายสินค้าเชื่อให้ลูกหนี้จำนวน 10,000 บาท ให้ส่วนลด 2 %

เดบิต ลูกหนี้ 9,800
เครดิต ขาย 9,800

  • การบันทึกบัญชีกรณีได้รับส่วนลดเงินสด การบันทึกบัญชีกระทำได้ 2 วิธีคือ
    วิธีที่ 1 วิธี Gross Method เป็นวิธีที่บันทึกรายการขายเชื่อด้วยราคาเต็มของสินค้าที่ตกลงซื้อขายกัน เมื่อมีการชำระเงินโดยลูกหนี้ได้รับส่วนลดเงินสดจึงจะมีการบันทึกส่วนลดเงินสด ซึ่งในด้านผู้ขายจะเรียกว่า ส่วนลดจ่ายและนำไปหักจากยอดขายเพื่อให้ได้ยอดขายสุทธิในงบกำไรขาดทุน
    วิธีที่ 2 วิธี Net Method เป็นวิธีที่คิดว่าส่วนลดเงินสดมิใช่ส่วนลดอย่างแท้จริง แต่ใช้ราคาเป็นตัวกำหนดเพื่อเร่งรัดให้มีการชำระเงินเร็วขึ้นโดยปกติการกำหนดราคาสินค้านั้นอาจมีการกำหนดราคาขายสูงขึ้นกว่าราคาเงินสดเล็กน้อยและราคาสูงดังกล่าวก็จะถูกชดเชยส่วนลดดังกล่าว หมายความว่าลูกค้าที่ชำระเงินภายในกำหนดเวลาจะชำระตามราคาเงินสด แต่ถ้าชำระพ้นจากกำหนดการให้ส่วนลดแล้วก็ถือว่าชำระเงินสูงกว่าราคาเงินสด วิธีนี้จะบันทึกลูกหนี้และขายด้วยจำนวนเงินสุทธิหลังจากหักส่วนลดจำนวนส่วนลดดังกล่าวจะเดบิตลูกหนี้และเครดิตส่วนลดที่ไม่ได้จ่าย (Sales Discounts Forfeited) บัญชีส่วนลดที่ไม่ได้จ่ายนี้ถือเป็นรายได้ประเภทหนึ่งในงบกำไรขาดทุน

ความหมายและประเภทของลูกหนี้

1.ความหมายของลูกหนี้

คำว่า ลูกหนี้ ตามที่กำหนดในมาตรฐานการบัญชีโดยสมาคมนักบัญชีและผู้สอบบัญชีรับอนุญาตแห่งประเทศไทย มิถุนายน 2546 มีดังนี้
ลูกหนี้ (Receivable) หมายถึง สิทธิเรียกร้องอย่างหนึ่งของเจ้าหนี้ในการที่จะให้ชำระหนี้ด้วยเงินสดหรือทรัพย์สินอย่างอื่น โดยคาดหมายว่าจะได้รับชำระเต็มจำนวนเมื่อถึงกำหนดชำระ ลูกหนี้จัดเป็นสินทรัพย์อย่างหนึ่งของกิจการและควรแสดงในงบการเงินด้วยมูลค่าสุทธิที่คาดว่าจะได้รับนั่นก็คือจำนวนที่คาดหมายว่าจะเก็บได้

2.ประเภทของลูกหนี้

ลูกหนี้แบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ

  • ลูกหนี้การค้า (Trade Receivable) หมายถึง ลูกหนี้ที่เกิดจากการดำเนินการค้าตามปกติของธุรกิจและจะมีชื่อบัญชีแตกต่างกันได้ตามประเภทของธุรกิจ เช่นธุรกิจธนาคารพาณิชย์ หมายถึงบัญชีระหว่างธนาคารที่มีดอกเบี้ย เงินให้สินเชื่อ และดอกเบี้ยค้างรับ กิจการประกันภัย หมายถึงบัญชีเบี้ยประกันภัยค้างรับ เงินค้างรับเกี่ยวกับการประกันต่อ และเงินให้กู้ยืม
  • ลูกหนี้อื่น ๆ (Other Receivable) หมายถึง ลูกหนี้ที่ไม่ได้เกิดจากการดำเนินการค้าตามปกติของธุรกิจ เช่น ลูกหนี้และเงินให้กู้ยืมแก่กรรมการและลูกจ้าง เงินให้ยืมแก่บริษัทในเครือและบริษัทร่วม รายได้อื่น เป็นต้น

การบัญชีเกี่ยวกับลูกหนี้

ลูกหนี้หมายถึงสิทธิเรียกร้องอย่างหนึ่งของเจ้าหนี้ในการที่จะให้ชำระหนี้ด้วยเงินสดหรือทรัพย์สินอย่างอื่น ลูกหนี้จัดเป็นสินทรัพย์อย่างหนึ่งของกิจการและควรแสดงในงบการเงินด้วยมูลค่าสุทธิที่คาดว่าจะได้รับนั่นก็คือจำนวนที่คาดหมายว่าจะเก็บได้ลูกหนี้แบ่งเป็น ลูกหนี้การค้า และ ลูกหนี้อื่น มีการกำหนดมูลค่าหนี้ มีวิธีการบันทึกบัญชี เช่นการบันทึกวิธี Gross Method และ วิธีNet Method มีวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับลูกหนี้ที่เก็บเงินไม่ได้ ซึ่งทุกๆสิ้นปีจะมีการประมาณค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญโดยประมาณจากยอดขายและยอดลูกหนี้ พร้อมทั้งมีการนำบัญชีลูกหนี้ไปหาผลประโยชน์ เช่น นำไปเป็นหลักประกันเงินกู้ และนำไปขาย เป็นต้น การแสดงยอดลูกหนี้ในงบการเงินจะแสดงภายใต้หัวข้อสินทรัพย์หมุนเวียนของกิจการและจะต้องนำบัญชีค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญไปลดมูลค่าของลูกหนี้เพื่อให้แสดงมูลค่าสุทธิของลูกหนี้ตามจำนวนที่คาดว่าจะเรียกเก็บได้ พร้อมทั้งให้เปิดเผยวิธีการประมาณการค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญว่าประมาณการจากยอดลูกหนี้ หรือยอดขาย กรณีกิจการได้นำบัญชีลูกหนี้ไปค้ำประกัน และ นำไปขายลูกหนี้ ก็จะนำข้อมูลนี้ไปเปิดเผยในหมายเหตุประกอบงบการเงินด้วยเช่นกัน

การแสดงรายการลูกหนี้ในงบการเงิน

ตามที่กำหนดในมาตรฐานการบัญชีฉบับที่ 11 โดยสมาคมนักบัญชีและผู้สอบบัญชีรับอนุญาตแห่งประเทศไทย มิถุนายน 2546 ได้กล่าวแล้วว่า ลูกหนี้แบ่งออกเป็นลูกหนี้การค้า และลูกหนี้อื่น ลูกหนี้การค้าเป็นสินทรัพย์หมุนเวียนของกิจการส่วนลูกหนี้อื่นเป็นรายการต่างหากจากลูกหนี้การค้า โดยมีกำหนดระยะเวลาชำระหนี้ภายใน 1 ปี และกิจการควรมีการประมาณจำนวนหนี้สงสัยจะสูญสำหรับลูกค้าที่คาดว่าจะเก็บเงินไม่ได้ ณ วันสิ้นรอบระยะเวลาบัญชี และตั้งเป็นบัญชีค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญนำไปลดยอดมูลค่าของลูกหนี้ เพื่อให้แสดงมูลค่าสุทธิของลูกหนี้ตามจำนวนที่คาดว่าจะเรียกเก็บได้ ให้พิจารณาค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญสำหรับลูกหนี้การค้าและลูกหนี้อื่นแยกจากกันเนื่องจากลักษณะของลูกหนี้ทั้งสองแตกต่างกัน ดังนั้นในงบดุลให้แสดงบัญชีค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญของลูกหนี้การค้าเป็นรายการหักจากลูกหนี้การค้า และบัญชีค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญสำหรับลูกหนี้อื่นให้แสดงเป็นรายการหักจากลูกหนี้อื่น หรือกิจการจะแสดงลูกหนี้ในงบดุลด้วยมูลค่าสุทธิก็ได้ แต่ถ้าแสดงด้วยมูลค่าสุทธิให้เปิดเผยจำนวนค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญไว้ในหมายเหตุประกอบงบการเงิน ดังตัวอย่างต่อไปนี้

นโยบายการบัญชีที่สำคัญ

การตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ บริษัทได้ประมาณจากยอดลูกหนี้ที่คาดว่าจะเก็บเงินไม่ได้ โดยพิจารณาจากประสบการณ์ ในการเก็บเงินจากลูกหนี้ในปีที่ผ่านมาเป็นเกณฑ์
กรณีที่มีการนำลูกหนี้ไปหาผลประโยชน์ จะต้องเปิดเผยถึงภาระผูกพันไว้อย่างเพียงพอในงบการเงิน และ การนำลูกหนี้ไปค้ำประกันเงินกู้ การโอนบัญชีลูกหนี้ และการขายบัญชีลูกหนี้จะต้องเปิดเผยไว้ในหมายเหตุประกอบงบการเงิน ดังตัวอย่างต่อไปนี้

หมายหตุ กิจการได้ออกตั๋วเพื่อกู้ยืมเงินจากบริษัทสินทรัพย์ จำนวน…………. บาท อัตรา ดอกเบี้ย…….%ต่อปี ชำระปีละ……ครั้ง โดยนำบัญชีลูกหนี้ไปค้ำประกันเงินกู้ดังกล่าว

การบัญชีเกี่ยวกับการนำบัญชีลูกหนี้ไปหาผลประโยชน์

การดำเนินธุรกิจ หากกิจการมีบัญชีลูกหนี้เป็นจำนวนมาก และกิจการมีความจำเป็นต้องการเงินสดกิจการสามารนำลูกหนี้ไปเป็นประโยชน์ วิธีการได้เงินสดกระทำได้ 2 วิธีคือ

1.การนำบัญชีลูกหนี้ไปเป็นหลักประกันเงินกู้ (Assignment Of Receivables) กิจการจะใช้บัญชีลูกหนี้ที่มีอยู่เป็นสิ่งค้ำประกัน การกู้เงิน จากสถาบันการเงินต่าง ๆ เช่น ธนาคาร หรือบริษัทเงินทุน ได้ โดยกิจการทีเป็นเจ้าของบัญชีลูกหนี้ (assignor) กู้เงินจากผู้ให้กู้ (Assignee) และได้เขียนตั๋วสัญญาใช้เงินหรือทำสัญญากู้เงิน โดยระบุบัญชีลูกหนี้เป็นสินทรัพย์ค้ำประกันเงินกู้จำนวนนี้ ถ้าไม่มีการจ่ายชำระหนี้เงินกู้เมื่อครบกำหนด ผู้ให้กู้มีสิทธิเรียกเก็บเงินจากบัญชีลูกหนี้ที่ค้ำประกันนั้นได้ สามารถทำได้ 2 วิธีคือ

1.1โอนสิทธิโดยทั่วไป (General Assignment) วิธีนี้บัญชีลูกหนี้ทั้งหมดจะใช้เป็นหลักประกันเงินกู้ และลูกหนี้ไม่ทราบถึงการนำไปค้ำประกันเงินกู้ ลูกหนี้ยังคงชำระหนี้ให้แก่กิจการตามปกติ และกิจการจะต้องชำหนี้ให้แก่ผู้ให้กู้ตามข้อตกลง

วิธีการบันทึกบัญชี วิธีนี้จะบันทึกบัญชีเฉพาะรายการกู้เงิน แต่ไม่บันทึกการโอนบัญชีลูกหนี้ จะบันทึกเป็นการกู้ยืมปกติ และการรับชำระหนี้จากลูกหนี้ยังคงเป็นของกิจการเป็นผู้รับชำระหนี้จากลูกหนี้ ในวันสิ้นงวดบัญชี ถ้ายังมิได้มีการชำระหนี้ ให้หมายเหตุไว้ในงบดุลว่า ได้นำบัญชีลูกหนี้ไปค้ำประกันการกู้ยืมในบัญชีเงินกู้เป็นจำนวนเท่าใดด้วย เพื่อให้ผู้อ่านงบการเงินได้ทราบรายละเอียดในการค้ำประกันเป็นเรื่องตกลงกันระหว่างผู้ให้กู้และผู้กู้ในเรื่องของการยอมให้กู้เป็นจำนวนเท่าใด คิดค่าธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่ายหรือการจ่ายชำระหนี้คืนเมื่อใด

หลักปฏิบัติในการบันทึกบัญชี
1.เมื่อกิจการนำบัญชีลูกหนี้ไปค้ำประกันเงินกู้เพื่อกู้เงินจากธนาคารและเสียค่าใช้จ่ายจะบันทึก

เดบิต เงินสด xx
ค่านายหน้า xx
ค่าธรรมเนียม xx

เครดิต เงินกู้-ธนาคาร xxx

2.เมื่อลูกหนี้นำเงินมาชำระหนี้ให้กิจการจะบันทึก

เดบิต เงินสด xxx

เครดิต ลูกหนี้ xxx

3.เมื่อกิจการนำเงินสดไปชำระหนี้เงินกู้ให้ธนาคารพร้อมดอกเบี้ยจะบันทึก

เดบิต เงินกู้-ธนาคาร xxx
ดอกเบี้ยจ่าย xx

เครดิต เงินสด xxx

ตัวอย่าง ต่อไปนี้เป็นรายการของบริษัทพรชนกจำกัด ต้องการกู้เงินจากบริษัทเงินทุน จำกัด โดยสัญญาว่า จะนำบัญชีลูกหนี้จำนวน 120,000 บาท เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันเมื่อได้รับชำระหนี้จากลูกหนี้จะนำเงินมาชำระเงินกู้พร้อมดอกเบี้ย 10% บริษัทเงินทุนยอมให้กู้ในอัตรา 75 % ของลูกหนี้ค้ำประกัน คิดค่านายหน้า 5% และคิดค่าธรรมเนียม 2% ของเงินที่จ่าย

25×1 ส.ค. 1 ทำสัญญาเงิน

ก.ย. 1 รับชำระหนี้จากลูกหนี้ 40,000 บาท ให้ส่วนลด 2 %และนำเงินชำระเงินกู้พร้อมทั้งดอกเบี้ย
ก.ย. 2 รับคืนสินค้า 800 บาท
ต.ค. 1 รับชำระหนี้จากลูกหนี้ 35,000 บาท จ่ายเช็คชำระเงินกู้พร้อมดอกเบี้ย
พ.ย. 1 รับชำระหนี้จากลูกหนี้ 45,000 บาท นำเงินไปชำระหนี้เงินกู้พร้อมดอกเบี้ย

ให้ทำ บันทึกบัญชีของบริษัทพรชนก จำกัด

1.2 วิธีโอนสิทธิเป็นการเฉพาะ
วิธีโอนสิทธิเป็นการเฉพาะ กระทำโดย เงินที่
เก็บจากลูกหนี้ที่ค้ำประกันจะนำมาชำระคืนเงินกู้ ผู้ให้กู้และผู้กู้จะต้องตกลงกันในเรื่อง ใครจะเป็นผู้เก็บเงินจากลูกหนี้ ค่าธรรมเนียมและดอกเบี้ยจ่ายจะเป็นเท่าใด บัญชีลูกหนี้รายใดบ้างจะเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน และจะต้องบอกกล่าวให้ลูกหนี้ทราบถึงการโอนเป็นหลักประกันเงินกู้หรือไม่

การโอนวิธีนี้จะต้องบันทึกรายการโอนบัญชีลูกหนี้ออกบัญชีลูกหนี้ไปเข้าบัญชีลูกหนี้ที่โอนหรือลูกหนี้ค้ำประกัน ผู้กู้ยังคงเป็นเป็นเรียกเก็บเงินจากลูกหนี้ที่เอาไปค้ำประกันแล้วนำเงินไปชำระหนี้เงินกู้ ผู้ให้กู้จะจ่ายในจำนวนที่ต่ำกว่าบัญชีลูกหนี้ค้ำประกันส่วนใหญ่จะอยู่ในช่วง 70 % – 90 % การโอนบัญชีลูกหนี้มีลักษณะเป็นการโอนลูกหนี้เพื่อการกู้เงินจากสถาบันการเงินอย่างหนึ่ง ซึ่งกิจการสามารถออกตั๋วเงินจ่ายเพื่อกู้เงิน ทั้งนี้ลูกหนี้ที่โอนจะต้องระบุบัญชีให้ชัดเจน โดยจะต้องแยกบัญชีออกจากลูกหนี้ที่ไม่ได้โอนไป และผู้โอนยังคงเป็นผู้เก็บชำระหนี้จากลูกหนี้ตามปกติ ซึ่งเมื่อเก็บเงินจากลูกหนี้ได้จะนำไปชำระให้สถาบันการเงินทันที

หลังจากผู้โอนลูกหนี้ได้ชำระหนี้เงินกู้แก่ผู้รับโอนหมดแล้วปรากฏว่ายังมีบัญชีลูกหนี้ที่โอนคงเหลืออยู่ในบัญชี ผู้โอนจะต้องบันทึกบัญชีลูกหนี้ที่โอนกลับมาเป็นลูกหนี้ตามเดิม เนื่องจากภาระการกู้เงินโดยการโอนบัญชีลูกหนี้ได้สิ้นสุดแล้ว ส่วนด้านผู้รับโอนจะไม่บันทึกบัญชี

ตัวอย่าง บริษัทมนตรา จำกัด นำบัญชีลูกหนี้จำนวน 120,000 บาทโอนให้บริษัทมีนตรา จำกัดเพื่อขอกู้เงินซึ่งบริษัทมีนตราตกลงรับโอนโดยให้กู้เงินจำนวน 90% และคิดค่านายหน้า 2% ของยอดจำนวนเงินที่ให้กู้ คิดดอกเบี้ยในอัตรา 9%ของเงินที่ส่งชำระหนี้โดยมีรายการดังนี้

25×1 ก.ค. 1 บริษัทมนตรา ขอกู้เงินจากบริษัทมีนตรา พร้อมรับเงินกู้ตามข้อข้อตกลง

ส.ค. 1 ลูกหนี้นำเงินมาชำระ 40,000 บาท
ก.ย. 1 รับคืนสินค้าจากลูกหนี้ 4,000 บาท
ต.ค. 1 ลูกหนี้นำเงินมาชำระ 50,000 บาท
พ.ย. 1 ลูกหนี้นำเงินมาชำระ 26,000 บาท

ให้ทำ บันทึกบัญชีเกี่ยวกับการนำลูกหนี้ไปค้ำประกันการกู้เงินของทั้ง 2 บริษัท

2.การขายบัญชีลูกหนี้ (Sale Or Factoring Of Receivables)

วิธีนี้กิจการจะโอนกรรมสิทธิ์ในลูกหนี้ทั้งหมดให้กับบริษัทผู้ซื้อ ส่วนใหญ่จะเป็นบริษัทการเงินซึ่งเท่ากับว่ากิจการไม่มีลูกหนี้อีกต่อไปและลูกหนี้จะชำระหนี้ให้แก่บริษัทผู้ซื้อโดยตรง การขายบัญชีลูกหนี้ราคาขายได้จะไม่เท่ากับจำนวนลูกหนี้ที่ออกขาย คือจะเป็นราคาที่ผู้ซื้อกำหนดให้ โดยคำนวณจากราคาตามบัญชีลูกหนี้ที่ขายหักด้วยจำนวนส่วนลดจำนวนค่านายหน้า และจำนวนเงินประกันค่าใช้จ่ายจะคิดเป็นอัตราร้อยละของจำนวนลูกหนี้ที่คงเหลือหลังจากหักส่วนลดและค่านายหน้าแล้ว สำหรับเงินประกันค่าใช้จ่ายส่วนนี้จะเผื่อไว้สำหรับจ่ายคืนให้แก่ลูกหนี้ที่อาจส่งสินค้ากลับคืนคือการรับคืนสินค้านั่นเอง ซึ่งทางฝ่ายบริษัทผู้ซื้อจะต้องเป็นผู้จ่ายคืนเงินให้แก่ลูกหนี้แทน และเงินประกันค่าใช้จ่ายนี้ถ้าคงเหลืออยู่ ณ วันหักบัญชีระหว่างบริษัทผู้ขาย และบริษัทผู้ซื้อแล้วจะต้องคืนให้แก่บริษัทผู้ขายบัญชีลูกหนี้ แต่ถ้าจำนวนเงินประกันค่าใช้จ่ายที่บริษัทผู้ซื้อเรียกไว้ไม่พอจ่ายบริษัทผู้ซื้อไม่มีสิทธิเรียกเพิ่มได้อีกจะต้องรับภาระเอง

ตัวอย่าง ต่อไปนี้เป็นข้อมูลทางการเงินของบริษัทมิตรจำกัดและบริษัทเงินตราจำกัด 25×1 ม.ค. 1 บริษัทมิตร จำกัดขายบัญชีลูกหนี้จำนวน 200,000 บาทให้แก่บริษัท เงินตราจำกัดโดยบริษัทเงินตราคิดค่านายหน้า 2%ส่วนลด 2% หักเงิน ประกันค่าใช้จ่ายไว้ 5%

ก.พ. 1 บริษัทมิตรขอเบิกเงินล่วงหน้าจากบริษัทเงินตรา 40,000 บาทโดยบริษัทเงินตรา คิดดอกเบี้ย 600 บาท
มี.ค. 1 ลูกหนี้นำสินค้ามาคืน 2,800 บาท
เม.ย.1 บริษัทเงินตราเก็บเงินลูกหนี้ได้ทั้งหมด

ให้ทำ บันทึกบัญชีเกี่ยวกับการนำลูกหนี้ไปขายของทั้ง 2 บริษัท

การคำนวณหาเงินจากการขายลูกหนี้

ลูกหนี้ที่ขาย 200,000
หัก ส่วนลด (200,000 x 2%) 4,000
ค่านายหน้า(200,000 x 2%) 4,000 8,000
คงเหลือ 120,000
หัก เงินประกันค่าใช้จ่าย (96,000 x 5%) 6,000
จำนวนเงินที่ได้รับจากการขายลูกหนี้ 186,000